แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แมคคอร์มิค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แมคคอร์มิค แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2560

โรคเส้นเลือดขอด (Varicose Vein)


โรคเส้นเลือดขอด (Varicose Vein)

         

            เส้นเลือดขอดถือว่าเป็น “ศัตรู ตัวร้าย” โดยเฉพาะผู้หญิง ซึ่งเป็นปัญหามาก เส้นเลือดขอดมักจะปูดเขียวหรือแตกเป็นฝอยแบบใยแมงมุมบริเวณขาและน่อง ทำให้หมดความมั่นใจยามอวดเรียวขา และเมื่อปล่อยทิ้งไว้เส้นเลือดขอดก็จะเป็นมากขึ้น ทำให้เกิดความเจ็บปวดในบริเวณที่เป็นตามมา จึงไม่ควรนิ่งนอนใจกับปัญหานี้



          เส้นเลือดขอด คืออาการที่ผนังของหลอดเลือดดำใต้ชั้นผิวหนังโป่งพอง เนื่องจากมีเลือดคั่งค้างอยู่ในหลอดเลือด มองเห็นได้จากภายนอกว่า มีการขดหรือขมวดของหลอดเลือดเป็นสีม่วงคล้ำ คลำพบว่าเป็นเส้นเลือดโป่งนูนขึ้น บางครั้งอาจมีอาการปวดร่วมด้วยหรือเป็นเส้นเลือดฝอยแตก คล้ายแผนที่หรือใยแมงมุม เกิดจากเลือดจากส่วนปลายขา ไม่สามารถไหลเวียนกลับเข้าสู่ระบบการสูบฉีดของหัวใจได้อย่างรวดเร็วตามปกติ ซึ่งเส้นเลือดดำนี้จะมีลิ้นปิดเปิด เพื่อกักเลือดไม่ให้ไหลย้อนลงข้างล่างตามแรงโน้มถ่วง เมื่อลิ้นอ่อนแอ เลือดก็จะย้อนมารวมกันที่เส้นเลือดด้านล่าง ทำให้เกิดอาการบวมขึ้น
สาเหตุของโรคเส้นเลือดขอด

1. เกิดจากความผิดปกติของลิ้นในหลอดเลือดดำ
2. เกิดจากการอักเสบของหลอดเลือดดำ
3. กรรมพันธุ์
4. การนั่ง หรือยืนนานๆ
5. หญิงตั้งครรภ์ คนอ้วน
6. อายุที่มากขึ้น
7. การผ่าตัดบริเวณสะโพก
8. การใส่รองเท้าส้นสูง ซึ่งจะทำให้เลือดหมุนเวียน
    ได้ไม่ดี



อาการของเส้นเลือดขอด

1. ปวดขา ปวดหนักๆและเป็นตะคริว
2. ขาบวม มีจ้ำเลือดข้อเท้า
3. เส้นเลือดขอดบวมขึ้น แดงร้อน และกดเจ็บ
4. ผิวหนังบริเวณเท้า หน้าแข้ง ข้อเท้าหนาตัวละมีสีคล้ำ
5. มีแผลหรือผื่นบริเวณข้อเท้า


การรักษา

          ปัจจุบันมีวิวัฒนาการใหม่ๆในการตรวจหลอดเลือดด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์ และให้การรักษาเส้นเลือดขอดโดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งได้ผลดีทั้งกับเส้นเลือดดำที่แตกแขนง และที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ด้วยวิธีการ ฉีดยา  การใช้คลื่นความถี่วิทยุ

1. การฉีดยาเข้าไปในหลอดเลือดดำที่ขอด
          เป็นการรักษาที่ได้ผลทั้งหลอดเลือดขอดและหลอดเลือดฝอยใยแมงมุม เพียง 2-3 สัปดาห์หลอดเลือดที่โป่งพองก็จะยุบและจางหายไป

2.การรักษาโดยใช้คลื่นความถี่วิทยุ RFA  (Radio frequency ablation)
          เป็นการใช้เลเซอร์หรือคลื่นความถี่สูง ในการรักษา ควบคู่กับการใช้สายสวนสอดเข้าไปและทำให้เกิดความร้อนโดยคลื่นความถี่วิทยุ พลังงานความร้อนจะทำให้เส้นเลือดที่มีปัญหาหดตัว ซึ่งใช้เวลารักษาประมาณ 30-60 นาที แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวเร็ว ไม่ต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล

3.การรักษาโดยการผ่าตัด (Venous stripping)
          เป็นการรักษาแบบดั้งเดิม โดยใช้รูปแบบของการผ่าตัด การรักษาผู้ป่วยจะมีแผลผ่าตัดขนาดเล็ก  (3-4 เซนติเมตร) ที่บริเวณขาหนีบ การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 60-90 นาที จากนั้นอาจต้องพักรักษาตัวใน
โรงพยาบาลประมาณ 1 วัน  การผ่าตัด แม้ว่าจะได้รับความนิยมน้อยลงมากในปัจจุบัน แต่หากยังมีความจำเป็นในผู้ป่วยบางรายที่มีหลอดเลือดขอดขนาดใหญ่ (10-20 เซนติเมตร) หรืออยู่ในตำแหน่งที่ตื้นชิดกับผิวหนังมากๆ ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการใช้การรักษาโดยการใช้เลเซอร์ หรือคลื่นความถี่สูง



          การรักษาเส้นเลือดขอดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด คุณผู้หญิงท่านใดอยากมีเรียวขาสวยเนียนเพื่อจะได้ก้าวย่างอย่างมั่นใจ สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรง

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ทำซุปก้อนจากก้างปลา…ทำได้จิงอ่ะ…

โดย.... คุณศกุณตลา  อินถา
หัวหน้าแผนกโภชนาการ




เชื่อไหมคะว่า…ทำได้จริง….




เรื่องมันเริ่มมาจากผู้ป่วยสั่งข้าวต้มปลา….DK  จึงต้องสั่งซื้อปลามาจากตลาดเราจะสั่งปลาทับทิมตัวละ  1  กิโลกรัมมาแล่เอาเฉพาะเนื้อปลามาใช้   แต่ด้วยนักโภชนาการมานั่งคิดว่าเมื่อเราแล่เอาเนื้อปลาออก  จะเหลือเนื้อปลาที่ติดอยู่ตามก้างปลา  แก้มปลา  ความเสียดายก็เกิดขึ้นเราลองเอาก้างปลาที่เหลือมาต้มแล้วแกะเนื้อปลาออกมาทำน้ำพริกปลา  ลาบปลา  แกงส้ม หรือขนมจีนน้ำยาเป็นต้น ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่าย การสั่งปลาลง 1-4  กิโลกรัมต่อเมนู 
จากนั้นความเสียดายก็เกิดขึ้นอีกเราเสียดายก้างปลาอีกจึงมานั่งคิดกันว่าเราจะเพิ่ม
มูลค่าของก้างปลาได้อย่างไรอีก



และนี่คือจุดเริ่มต้นของงานวิจัย




ศึกษาความเป็นไปได้และการนำไปใช้ประโยชน์ของซุปก้อนแปรรูปจากหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้ 



จากการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้  มาผลิตเป็นซุปก้อน พบว่าสามารถทำได้ โดยใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ในแผนกโภชนาการอาทิ  หม้ออัดแรงดันที่มีความดัน  5  ปอนด์ต่อตารางนิ้ว  เครื่องปั่นอาหาร  กระชอน  แม้กระทั่งเครื่องปรุงรสต่างๆ  สามารถนำมาใช้ในการประกอบอาหารในแผนกโภชนาการได้  อีกทั้งยังตรวจพบคุณค่าสารอาหารต่างๆ ในซุปก้อนดังนี้ 

คุณค่าสารอาหารที่ตรวจพบ
ซุปก้อน 10 กรัม
แร่ธาตุทั้งหมด
3.533   กรัม
ไขมัน
0.636   กรัม
โปรตีน
1.155   กรัม
คาร์โบไฮเดรต
2.300   กรัม
น้ำ
2.376   กรัม





อีกทั้งยังปราศจากการใช้แอมโมเนียหรือยูเรีย และโซดาไฟหรือโซเดียมไฮดรอกไซด์เป็นวัตถุดิบหลักเหมือนเช่นซุปก้อนที่มีอยู่ขายกันในปัจจุบัน 

ข้อจำกัดในการวิจัยครั้งนี้


  1. จากการนำหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้  มาผลิตเป็นซุปก้อนครั้งนี้  ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ในแผนกโภชนาการอาทิ  หม้ออัดแรงดันที่มีความดัน  5  ปอนด์ต่อตารางนิ้ว  เครื่องปั่นอาหาร  ซึ่งหากต้องนำหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้ จำนวนมากมาต้มและบดให้ละเอียดนั้น  จะต้องใช้หม้ออัดแรงดันที่มีความดัน   เครื่องปั่นอาหารที่มีประสิทธิภาพมากกว่าและใหญ่กว่าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
  2. ในการตรวจสอบหาคุณค่าสารอาหารในซุปก้อนที่ได้จากหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้  ในส่วนของ การวิเคราะห์แร่ธาตุนั้น ได้ทำการวิเคราะห์แร่ธาตุรวม  ไม่ได้วิเคราะห์แร่ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสและแร่ธาตุอื่นๆ   ซึ่งน่าจะพบแร่ธาตุดังกล่าวในปริมาณมาก

ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป

  1.  น่าจะทำการทดลองวิเคราะห์แร่ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสและแร่ธาตุอื่นๆ  รวมทั้งตรวจหาเชื้อโรคที่ปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นในซุปก้อนที่ได้จากหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้เมื่อเวลาผ่านไป
  2. การดัดแปลงต่อยอดเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ป่วย
  3. ทำการจดสิทธิบัตร  ซุปก้อนที่ได้จากหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้
  4. จัดทำเครื่องประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ซุปก้อนเพื่อการต่อยอด

โรคไบโพล่าร์ (Bipolar Disorder)

Embed from Getty Images  โรคไบโพล่าร์ (Bipolar Disorder)            ปัจจุบันโลกเราทุกวันนี้มีแต่การแข่งขัน แก่งแย่งกันตลอดเวลา จนทำ...