แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวดหลัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวดหลัง แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ปวดหลัง (Back pain)

ปวดหลัง(Back pain)


ปวดหลังเป็นหนึ่งในอาการยอดฮิตของออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเกิดจากการที่เรานั่งทำงานติดต่อกันนานๆ หรือต้องยืนนานๆ โดยเฉพาะคุณสาวๆ ที่ต้องใส่รองเท้าส้นสูงตลอดทั้งวันด้วยแล้ว ยิ่งเกิดอาการปวดหลังได้ง่าย การยกของหนักเป็นประจำหรือการออกกำลังกายหักโหมเกินไปก็เป็นสาเหตุให้ปวดหลังได้เช่นกัน โดยอาจเกิดการเคล็ด ขัด ยอก ปวด ตึง กล้ามเนื้อบริเวณหลัง จนบางรายอาจไม่สามารถเอี้ยวหรือบิดตัวได้ หรือบางท่านอาจปวดหลัง และร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างและมีอาการชาร่วมด้วยจนเดินไม่ได้ก็มี หลังที่สมบูรณ์แข็งแรงจะยืดหยุ่นและไม่ปวดมีการทำงานของระบบโครงสร้าง คือกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกกล้ามเนื้อและเอ็นอย่างเหมาะสม และปกป้องอันตรายไม่ให้เกิดกับประสาทไขสันหลัง


อาการ
          ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดตรงกลางหลังส่วนล่าง(ตรงบริเวณกระเบนเหน็บ) ซึ่งอาจเกิดขึ้นเฉียบพลันหรือค่อยเป็นทีละน้อย อาการปวดอาจเป็นอยู่ตลอดเวลา หรือปวดเฉพาะในท่าบางท่า การไอ จาม หรือบิดตัว เอี้ยวตัวอาจทำให้รู้สึกปวดมากขึ้น โดยทั่วไปผู้ป่วยจะแข็งแรงดีและไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆร่วมด้วย


สาเหตุ
1. การใช้กิริยาท่าทางต่างๆ ในชีวิตประจำวันไม่ถูกต้อง
2. ความเสื่อมของกระดูกและข้อจากวัยที่สูงขึ้น
3. ขาดการออกกำลังกายหรือมีการเคลื่อนไหวที่จำกัด
4. ความผิดปกติของกระดูกสันหลังแต่กำเนิด เช่นหลังคด หลังแอ่น
5. การมีการอักเสบหรือติดเชื้อ เช่นวัณโรคของกระดูกสันหลัง
6. การได้รับอุบัติเหตุ เช่น ตกจากที่สูง
7. การมีเนื้องอกของประสาทไขสันหลังหรือมะเร็งที่แพร่กระจายมายังกระดูกสันหลัง
8. อาการปวดร้าวมายังหลังจากโรคของอวัยวะในระบบอื่นๆเช่นนิ่วในไต เนื้องอกในอุ้งเชิงกราน
9. ปัญหาที่ทำให้เกิดความตึงเครียด และความวิตกกังวลในชีวิต


การรักษา ที่ดีที่สุด คือการป้องกันสาเหตุ
1. เรียนรู้การใช้กิริยาท่าทางที่ถูกต้องในชีวิตประจำวัน
2. หลีกเลี่ยงการอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน
3. หลีกเลี่ยงการใช้แรงงานมากๆ และรู้ถึงขีดจำกัดกำลังของตัวเองในการยกของหนัก
4. ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน ซึ่งทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวต้องรับน้ำหนักมาก โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์สำหรับร่างกายให้ครบทุกประเภท
5. บำรุงรักษาสุขภาพร่างกายทั่วไปให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ ร่วมกับการออกกำลังกาย กลางแจ้ง เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ รำมวยจีน จะช่วยลดอาการปวดหลังจากการทำงาน
6. ออกกำลังบริหารร่างกาย ป้องกันอาการปวดหลังอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ถึงแม้ในปัจจุบันยังไม่มีอาการปวดหลัง
7. ปรึกษาแพทย์และรับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มมีอาการ หรือสังเกตเห็นความผิดปกติ

ท่าทางที่เหมาะสมในการใช้ชีวิตประจำวันมีดังนี้


ท่ายืน  
ท่าที่ถูกต้องคือแขม่วท้องอกผายไหล่ผึ่งเอวแอ่นน้อยที่สุด ถ้าต้องยืนเป็นเวลานานควรมีที่พักเท้า


ท่านั่ง
ท่าที่ถูกต้องคือสันหลังตรงพิงพนัก เก้าอี้สูงพอดี และควรมีที่พักแขน การนั่งห่างจากโต๊ะมากทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานมาก ที่นั่งที่เหมาะสมที่สุดในการพักผ่อนควรเอียง 60 องศา จากแนวตั้ง มีส่วนหนุนหลัง มีที่วางแขน ทำด้วยวัสดุนุ่มแต่แน่น

ท่านั่งขับรถ
ท่าที่ถูกต้องคือหลังพิงพนัก เข่างอเหนือระดับสะโพก การนั่งห่างเกินไป ทำให้เข่าต้องเหยียดออกกระดูกสันหลังตึง

ท่ายกของ
ท่าที่ถูกต้องควรย่อตัวยกของให้ชิดตัว แล้วลุกด้วยกำลังขา การก้มลงหยิบของในลักษณะเข่าเหยียดตรง ทำให้ปวดหลังได้

ท่าถือของ
ท่าที่ถูกต้องคือควรให้ชิดตัวที่สุด การถือของห่างจากลำตัว ทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานหนัก

ท่าเข็นรถ
ท่าที่ถูกต้องคือควรดันไปข้างหน้า ออกแรงที่กล้ามท้อง การดึงถอยหลังจะออกแรงที่กล้ามเนื้อหลังเป็นเหตุให้ปวดหลังได้

ท่านอน
ที่นอนควรจะแน่น ยุบตัวน้อยที่สุด ไม่ควรใช้ฟูกฟองน้ำ หรือเตียงสปริงเพราะหลังจะจมอยู่ในแอ่ง ทำให้กระดูกสันหลังแอ่น  การนอนคว่ำจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นมากที่สุด โดยเฉพาะระดับเอว ทำให้ปวดหลังได้ การนอนหงายทำให้หลังแอ่นได้เล็กน้อย ควรใช้หมอนข้างใบใหญ่ หนุนใต้โคนขา จะช่วยให้กระดูกสันหลังไม่แอ่น ท่านอนที่ดีที่สุดคือการนอนตะแคง ควรให้ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอ สะโพกและเข่ากอดหมอนข้าง


อาการปวดหลังสามารถป้องกันได้ในบางสาเหตุ ร่วมกับการบริหารร่างกายป้องกันอาการปวดหลัง การรักษาในบางสาเหตุได้ผลมากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่งเสริมหลายๆประการ แต่บางทีอาการปวดที่เราคิดว่าปวดหลัง หรือบางอาการที่ปวดหลังเรื้อรัง ก็ไม่ได้เป็นเพราะกล้ามเนื้อและกระดูกเสมอไป ลักษณะอาการปวดหลังบางอาการที่เป็นสัญญาณเตือนภัยจากโรคที่เกิดกับอวัยวะภายใน และจำเป็นต้องรีบเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที ฉะนั้นการรักษาที่ถูกวิธีกับแพทย์เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับท่าน

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559

ปวดหลัง..ป้องกันไม่ยาก

ปวดหลัง.. ป้องกันไม่ยาก


โรคปวดหลังพบได้บ่อยรองจากโรคปวดหัว
เมื่อคุณอายุมากอาจจะต้องเผชิญกับโรคนี้
"คิดป้องกันตอนนี้จะได้ไม่เป็นโรคปวดหลัง"

สาเหตุ โรคป;ดหลังนั้นมีสาเหตุมากมาย ได้แก่ เป็นโดยกำเนิด อุบัติเหตุ เนื้องอก ติดเชื้อ อักเสบ โรคกระดูกพรุน โรคในช่องท้อง โรคกระดูสันหลังเสื่อม แต่ สาเหตุที่เป็นกันมาก และสามารถป้องกันรักษาได้คือ

โรคกระดูกสันหลังเสื่อม

เกิดเนื่องจาก

  1. น้ำหนักตัวมาก
  2. ท่าทางที่ไม่เหมาะสม
  3. ขาดการออกกำลังกายทำให้ลงพุงเอวแอ่นมาก หลังค่อมมาข้างหน้า
 

คนที่ลงพุง น้ำหนักที่มากขึ้น คูณกับ พุงที่ยื่นมาด้านหน้าทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องออกแรงดึงมากขึ้น การดึงเป็นเวลานานๆ ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็ว ทำให้ปวดหลังได้



ท่าทางที่ไม่เหมาะสม หลังจะค่อมทำให้เอวแอ่นมากขึ้นการที่เอวแอ่นมากขึ้นทำให้ช่องทางออกของเส้นประสาทแคบลง เส้นประสาทถูกเบียดมากขึ้น เป็นสาเหนุทำให้ปวดหลัง เอวแอ่นอยู่เป็นเวลานานๆ ทำให้หมอนรองกระดูกรับน้ำหนักไม่สมดุลย์กันจึงเกิดการเสื่อมของหมอนรองกระดูก ซึ่งมีผลทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมตามมา



การรักษา ที่ดีที่สุด คืิอป้องกันสาเหตุได้แก่
     1.  ลดน้ำหนักตัว ไม่ใช่การอดอาหาร แต่ เป็นการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ งดเว้นการกินอาหารที่มีแคลอรีสูงมากเกินความจำเป็น เช่น ดื่มน้ำหวาน กินจุกจิระหว่างมื้อ

 2.  ท่าทางที่เหมาะสม 

ท่ายืนที่ถูกต้อง คือ แขม่วท้องอกผายไหล่ผึ่งเอวแอ่นน้อยที่สุด ถ้าต้องยืนเป็นเวลานานควรมีที่พักเท้า การยืนห่อไหล่พุงยื่น ทำให้เอวแอ่นมาก ปวดหลังได้   

ท่านั่งที่ถูกต้อง สันหลังตรงพิงพนัก เก้าอี้สูงพอดี และควรมีที่พักแขน การนั่งห่างจากโต๊ะมากทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานมาก 

ท่านั่งที่เหมาะสม ในการพักผ่อน ควรเอียง 60องศา จากแนวตั้ง มีส่วนหนุนหลัง มีที่วางแขน ทำด้วยวัสดุนุ่มแต่แน่น

ท่านั่งขับรถที่ถูกต้อง หลังพิงพนัก เข่างอเหนือระดับตะโพก การนั่งห่างเกินไป ทำให้เข่าต้องเหยียดออกกระดูกสันหลังตึง

 ท่ายกของที่ถูกต้อง ควรย่อตัว ยกของให้ชิดตัว แล้วลุกด้วยกำลังขา การก้มลงหยิบของในลักษณะเข่าเหยียดตรงทำให้ปวดหลังได้ 

ท่าถือของที่ถูกต้อง ควรให้ชิดตัวมากที่สุด การถือของห่างจากลำตัวทำให้กล้ามเนื้อหลัง ทำงานหนัก ปวดหลังได้ 
ท่าเข็นรถที่ถูกต้อง ควรดันไปข้างหน้า ออกแรงที่กล้ามท้อง การดึงถอยหลังจะออกแรงที่กล้ามเนื้อหลังเป็นเหตุให้ปวดหลัง 

ท่านอน ที่นอน ควรจะแน่น ยุบตัวน้อยที่สุด ไม่ควรใช้ฟูกฟองน้ำหรือเตียงสปริง เพราะหลังจะจมอยู่ในแอ่ง ทำให้กระดูกสันหลังแอ่น ปวดหลังได้

นอนคว่ำ จะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นมากที่สุด โดยเฉพาะระดับเอว ทำให้ปวดหลังได้
นอนหงาย ทำให้หลังแอ่นได้เล็กน้อย ควรใช้หมอนข้างใบใหญ่หนุนใต้โคนขา จะช่วยให้กระดูกสันหลังไม่แอ่น
นอนตะแคง เป็นท่านอนที่ดี ควรใช่ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอตะโพกและเข่ากอดหมอนข้าง
     3.  การออกกำลังกาย กระดูกสันหลังปกติรับน้ำหนักมากอาจทรุดได้ แต่นักกีฬายกน้ำหนักกระดูกไม่ทรุดเพราะมีกล้ามเนื้อท้องแข็งแรง เปรียบเสมือนมีลูกบอลคอยช่วยรับน้ำหนักไว้ การออกกำลังกายที่คนปกติควรทำเป็นประจำได้แก่
1.  ท่ากอดเข่า ยกหัวจนคางชิดเข่าพร้อมกับเบ่งลมในท้องเป็นการยึดกล้ามเนื้อหลัง ลดการแอ่นของเอว ทำให้ช่องประสาทกว้างขึ้น ควรทำประมาณ 5 นาที

2.  ท่ายกศีรษะและลำตัว  ควรยกขึ้นลงประมาณ 30 ครั้ง หรือประมาณ 30 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อท้องแข็งแรง


3.  ท่ายกขาขึ้นลงทีละข้าง เป็นการออกแรงกล้ามเนื้อหน้ากระดูกสันหลัง เป็นยึดกล้ามเนื้อตะโพกและและเส้นประสาท ทำให้กระดูสันหลังมั่นคงขึ้น และช่วยให้เนื้อเยื่อที่กดเส้นประสาทลดน้อยลง ควรทำเพิ่มขึ้นวันละนิดจนถึงประมาณ 100 ครั้ง การทำหักโหมมากทันทีอาจทำให้เสียวที่เส้นประสาทได้



การออกกำลังกายยังมีอีกหลายท่า  แต่บางท่าอาจเป็นอันตรายต่อกระดูกสันหลัง จึงควรได้รับคำปรึกษาจากผู้ชำนาญก่อน

การรักษาวิธีอื่นๆ ยังมีอีกมากมาย ได้แก่ การกินยา การใช้เครื่องพยุงหลัง การทำกายภาพบำบัดวิธีต่างๆ โดยการดึงหลัง การนวดด้วยความเย็นความร้อนคลื่นเสียง มีข้อดีข้อเสียต่างๆกัน แต่ท่านไม่ควรทดลองหากมีอาการดังนี้
     1.  กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะลำบาก
     2.  กล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นส่วนมาก
     3.  อาการค่อยๆ เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ
     4.  อาการเป็นอยู่นานไม่ดีขึ้นบ้างเลย
     5.  อาการเป็นๆ หายๆ ชีวิตไม่เป็นสุข
อาการเหล่านี้ เป็นข้อบ่งชี้ที่ต้องทำการผ่าตัด โดยการเจาะผ่ากระดูกสันหลัง เพื่อเอาพยาธิสภาพออก โอกาสเสี่ยงย่อมมีอยู่บ้าง แต่ปัจจุบันมีความปลอดภัยสูงมาก หากกระทำโดยศัลยแพทย์ผู้ชำนาญ

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เมื่อมีอาการปวดหลัง ควรทำอย่างไร
















นพ.กวิน  สีห์โสภณ  ศัลยแพทย์กระดูก

             มาดูกันว่า คุณหมอซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูก รักษาคนไข้ที่มีอาการปวดหลังเป็นประจำอยู่ทุกวันนั้น จะมีวิธีรักษาตัวเองอย่างไร
             อาการปวดหลัง เป็นอาการที่พบได้บ่อย มีการประมาณว่า 80% ของคนทั่วไป เคยมีอาการปวดหลังอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ผมคิดว่าน่าจะมากกว่านั้น เพราะลองถามใครๆ ดู ก็เคยปวดกันทั้งนั้น บางคนปวดแล้วปวดอีก ปีละหลายครั้ง ทำให้ต้องหยุดงานโดยไม่จำเป็น
             วันหนึ่งผมเกิดอาการปวดหลังขึ้นมา แล้วลองใช้วิธีง่ายๆ รักษาตัวเองจนอาการดีขึ้น เลยคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อคนอื่นๆ ที่มีอาการปวดหลังเช่นกัน วันนั้น ขณะกำลังทำการผ่าตัดใกล้เสร็จนั่งเย็บปิดแผล ก็เกิดอาการเจ็บแปล๊บขึ้นที่หลัง เหมือนมีใครเอาอะไรมาแทง เจ็บจนสะดุ้งตัวขึ้นร้อยโอ๊ยเสียงดัง คนที่กำลังช่วยผ่าตัดก็ตกใจกัน ผมก็พยายามนึกทบทวนว่าเรามีอาการปวดขึ้นมาได้อย่างไร ของหนักก็ไม่ได้ยก จู่ๆ ก็เจ็บขึ้นมาเอง เหมือนคนไข้ที่มาหาผมมักบอกว่า ไม่ได้ทำอะไรเลย จู่ๆ ก็เจ็บขึ้นมาเองที่เป็นอย่างนั้นเพราะไม่ได้สังเกตตัวเอง อย่างในกรณีนี้ผมพบว่าตัวเองกำลังนั่งผ่าตัดอยู่ในท่าก้มหลังนี้มาประมาณเกือบชั่วโมงแล้ว สาเหตุคือจัดความสูงของเตียงผ่าตัดซึ่งปรับระดับให้สูง-ต่ำได้ เตี้ยเกินไป ไม่พอดีระดับสายตา ทำให้ต้องพยายามนั่งก้มตัวเพื่อให้สายตาอยู่ระดับเดียวกับแผล กล้ามเนื้อหลังคงอยู่ผิดท่ามาตลอด จึงทำให้เกิดอาการปวดขึ้น ตอนเริ่มผ่าตัดก็รู้สึกว่าก้มนิดหน่อยไม่น่าจะเป็นอะไร พอนานเข้าจึงเกิดอาการที่เรียกกล้ามเนื้อหลังอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งบางคนก็เรียก เอวเคล็ด ยอก เส้นพลิก ฯลฯ มีอาการเจ็บแปล๊บทุกครั้งที่ก้ม หันบิดเอี้ยวตัว หรือลุกเปลี่ยนท่า
             หลังจากนั้นผมรักษาตัวเองอย่างไร... 

             1.  นอนกอดเข่า
             หลังผ่าตัดเสร็จวันนั้น ผมรีบหาเตียงหรือเก้าอี้โซฟายาวก็ได้ นอนหงายกอดเข่าทั้ง 2 ข้าง ให้เข่าชิดหน้าอกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อยู่นิ่งๆ ในท่านี้ (ดูรูป) ประมาณ 5 นาที จะช่วยยืดกล้ามเนื้อส่วนที่มีการหดเกร็ง สามารถบรรเทาอาการปวดลงได้ทันที 30-40%

นอนหงายกอดเข่า 2 ข้างชิดหน้าอก
ถ้าไม่สามารถนอนหงาย อาจนอนตะแคงก็ได้

             2.  อบซาวน่า
             ถ้าอยู่ในสถานที่ที่มีห้องอบซาวน่า ให้อบซาวน่า 2-3 นาที แล้วออกมาอาบน้ำเย็นอีก 2-3 นาที ทำสลับกันอย่างนี้ ร้อน/เย็น/ร้อน/เย็น สัก 2-3 รอบ อาการจะดีขึ้นมาก เดี๋ยวนี้ตามสโมสรของหมู่บ้านต่างๆ หรือสระว่ายน้ำมักมีซาวน่าไว้ให้บริการ ถ้าไม่มีซาวน่าเราทำเองที่บ้านโดยใช้เครื่องทำน้ำอุ่น ฉีดน้ำร้อน-น้ำเย็นสลับกัน ถ้าไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นก็ใช้ผ้าชุบน้ำร้อนประคบบริเวณหลังสลับกับผ้าชุบน้ำเย็นแทนก็ได้
             3.  มีสติระมัดระวังอิริยาบถ
             อาการปวดที่เหลือมักเกิดเวลาลุกเปลี่ยนท่า ก้ม บิดเอี้ยวตัว หรือ นั่งนานๆ จึงควรงดอิริยาบถดังกล่าว ถ้าเลี่ยงไม่ได้จะทำให้อาการที่กำลังทุเลา กลับมาเป็นมากอย่างเดิมได้
             การมีสติ คือ รู้ตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ตลอดเวลา ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะนั่งก็ให้รู้ตัวเองว่ากำลังนั่งต้องนั่งให้ถูกท่า กำลังจะก้มก็รู้ตัวว่ากำลังจะก้ม ก็ต้องไม่ก้มใช้ย่อเข่าลงแทน บางคนใจร้อนขาดสติจะหยิบของที่พื้นก็ก้มลงทันที ทำให้อาการปวดที่กำลังดีขึ้นกำเริบขึ้นอีกได้  การปวดหลังของผมครั้งนี้ก็เพราะขาดสตินั่นเอง เพราะมัวแต่มุ่งกับการผ่าตัดจนไม่ได้ระมัดระวังอิริยาบถว่าตนเองกำลังนั่งก้มไม่ถูกท่า เพราะฉะนั้นการมีสตินี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก จะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้อาการปวดหลังกลับมาเป็นอีกได้
             4.  การใช้ยา 
             ถ้าทำตามวิธีต่างๆแล้ว ยังมีอาการปวดอยู่ อาจเริ่มจากยาทาก่อน ผมใช้ยาเป็นหลอดทาบริเวณหลังที่ปวด โดยไม่ต้องถูนวด การนวดจะทำให้ปวดมากขึ้น แล้วถ้ายังปวดผมกินยา Paracetamal ซึ่งเป็นยาสามัญประจำบ้าน ค่อนข้างปลอดภัย ราคาถูก หาได้ง่าย ปัจจุบันนี้คนไทยกินยากันมากมายโดยไม่จำเป็น ยาส่วนมากต้องขับผ่านออกทางไต ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของคนไข้ที่เป็นไตวายโดยไม่ทราบสาเหตุได้ เพราะฉะนั้นผมจึงขอแนะนำให้กินยาน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น

             ผมรักษาตัวเองโดยใช้วิธีต่างๆ ข้างต้น วันรุ่งขึ้นก็สามารถไปทำงานได้ตามปกติแม้จะมีอาการปวดบ้างแต่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบเป็นปกติภายใน 3-4 วัน ทั่วไปจะไม่แนะนำให้นอนพักเป็นเวลานานหลายๆ วัน ถ้าหากดีขึ้นควรพยายามกลับมาใช้ชีวิตประจำวันตามปกติให้เร็วที่สุด หากท่านลองรักษาตนเองด้วยวิธีต่างๆแล้วยังไม่ดีขึ้นก็ควรมาพบแพทย์






โรคไบโพล่าร์ (Bipolar Disorder)

Embed from Getty Images  โรคไบโพล่าร์ (Bipolar Disorder)            ปัจจุบันโลกเราทุกวันนี้มีแต่การแข่งขัน แก่งแย่งกันตลอดเวลา จนทำ...