วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever)




ไข้เลือดออก เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อย พบมากในเด็กอายุ 2 - 10 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ จะพบน้อยมาก ส่วนเด็กโตและผู้ใหญ่อาจพบได้บ้างประปราย อาการมักไม่รุนแรง และมักระบาดในช่วงฤดูฝนที่มียุงลายชุกชุม

   สาเหตุของการเกิดไข้เลือดออก   

ไข้เลือดออก เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งมียุงลายเป็นพาหะสำคัญ ยุงลายชอบกัดคนในเวลากลางวัน กล่าวคือยุงลายจะกัดคนที่เป็นไข้เลือดออกก่อน แล้วจึงจะไปกัดคนที่อยู่ใกล้เคียง ยุงชนิดนี้ชอบเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำนิ่งในบริเวณบ้าน เช่น น้ำในตุ่ม จานรองตู้กับข้าว ฝากะลา หลุมที่มีน้ำขัง

   อาการ   เมื่อเป็นไข้เลือดออกแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการดังต่อไปนี้

ระยะที่ 1 ระยะไข้สูง

ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลัน มีลักษณะไข้สูงลอยตลอดเวลา หน้าแดง ตาแดง ปวดศรีษะ กระหายน้ำ ซึม มักมีอาการเบื่ออาหาร และอาเจียนร่วมด้วยเสมอ กินยาลดไข้ก็จะไม่ลด ในบางรายจะมีอาหารปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือ ชายโครงขวา บางคนอาจมีผื่นแดงขึ้นตามลำตัว แขนและขา อาจจะพบรอยจ้ำเขียวด้วยก็ได้ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง  2-7 วัน ถ้าไม่มีอาการรุนแรงไข้จะลดในวันที่ 5 - 7

ระยะที่ 2 ระยะช็อกและมีเลือดออก

อาการจะเกิดระหว่างวันที่ 3-7 ของโรค อาการไข้จะลดลง แต่คนไข้จะมีอาการปวดท้อง และอาเจียน บ่อยขึ้น ซึม กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น เหงื่อออก ปัสสาวะบ่อย ชีพจรเบา เต้นเร็ว ความดันต่ำ ซึ่งเป็นอาการช็อก ผู้ป่วยอาจมีอาการไม่รู้สึกตัว ปากเขียวคลำชีพจรไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีภาวะเลือดกำเดาออก อาเจียนเป็นเลือด มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง
ระยะที่ 2 นี้ จะกินเวลา 2 - 3 วัน ถ้าหากผู้ป่วยไม่เสียชีวิต ก็จะสามารถผ่านช่วงวิกฤตไปได้

ระยะที่ 3 ระยะฟื้นตัว

ในรายที่ผ่านระยะที่ 2 แล้ว อาการก็จะค่อยดีขึ้นกลับเข้าสู่สภาพปกติ ผู้ป่วยจะเริ่มกินอาหารได้ อาการปวดท้องจะลดลง อาการเลือดออกจะค่อย ๆ ดีขึ้น

   อาการแทรกซ้อน   

นอกจากภาวะเลือดออกรุนแรง ภาวะช็อคแล้วอาจะป็นปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ แทรกซ้อนได้ หรืออาจเกิดภาวะปอดบวมน้ำได้

ถ้าท่านสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก ควรปฏิบัตตัวดังต่อไปนี้

1. กินยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล ห้ามใช้ยาจำพวก แอสไพริน เพราะจะทำให้เลือดออกง่าย
2. นอนพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำมาก ๆ
3. เฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ถ้ามีอาการดังกล่าวมาข้างต้น ควรพบแพทย์
4. ในรายที่ปวดท้องมาก อาเจียน รับประทานไม่ได้ กระสับกระส่าย ควรนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

  การป้องกันไข้เลือดออกสามารถทำได้ดังนี้   

1. ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เช่น

  • ปิดฝาโอ่งน้ำและล้างโอ่งน้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
  • จานรองตู้กับข้าว ควรใส่ทรายอะเบทลงไปหรือเทน้ำเดือดทุก ๆ สัปดาห์ หรือเกลือแกง 2 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้ว
  • ควรเก็บกระป๋อง กะลา ยางรถยนต์เก่า ๆ ทิ้งเพื่อจะไม่เป็นที่ขังของน้ำ
2.  ระวังไม่ให้ยุงกัด เช่น ควรนอนกลางมุ้ง หรือ ทายากันยุง


  อาการที่เป็นสัญญาณอันตราย ซึ่งต้องสังเกตอย่างใกล้ชิด   
  • อาการกระสับกระสาย หรือ ซึมมาก
  • ปวดท้องตรงยอดอกหรือลิ้นปี่
  • อาเจียนมาก
  • มือเท้าเย็น เหงื่อออกมาก
  • หายใจหอบ ปาก และ เล็บเขียว
  • มีรอยจ้ำตามตัวหลายแห่ง ถ้าพบอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ควรพบแพทย์โดยเร็ว

วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กลิ่นปาก


การมีกลิ่นปากเป็นปัญหาที่สร้างความหนักใจให้กับหลาย ๆ คน ทำให้เกิดความรำคาญญใจและขาดความเชื่อมั่นเมื่อจะเข้าสังคม สาเหตุของกลิ่นปากนั้นส่วนใหญ่มาจากปัญหาในช่องปาก ส่วนน้อยมาจากสาเหตุภายนอกช่องปาก เช่น โรคของระบบทางเดินหายใจ และทางเดินอาหารส่วนต้น

สาเหตุในช่องปากที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก

1.   การดูแลสุขภาพช่องปากไม่ดีพอ ทำให้เชื้อแบคทีเรียในช่องปากทำปฏิกิริยากับเศษอาหารที่ตกค้างเกิดเป็นสารประกอบมีกลิ่นที่ระเหยได้
2.   เป็นโรคเหงือกอักเสบหรือโรคปริทันต์ ซึ่งทำให้ร่องเหงือกลึกกว่าคนปกติ เชื้อโรคสะสมได้มากเกิดการอักเสบทำให้มีกลิ่นปาก
3.   ละเลยการทำความสะอาดลิ้น เนื่องจากลิ้นมีลักษณะที่ไม่เรียบ ทำให้มีเชื้อจุลินทรีย์และเศษอาหารมาสะสมมาก
4.   มีฟันผุหรือวัสดุบูรณะที่บกพร่อง ทำให้มีลักษณะเป็นช่อง หรือโพรงเป็นแหล่งกักเก็บเศษอาหารกรณีฟันผุมากจนเป็นหนองยิ่งทำให้เกิดกลิ่นปาก
5.  การใส่ฟันปลอมที่เหมาะสม บางครั้งฟันปลอมจะกดเนื้อเยื่อทำให้การไหลเวียนของน้ำลายใต้ฐานฟันปลอมไม่ดี
6.   การดูแลรักษาฟันปลอมไม่ดี โดยเฉพาะฟันปลอมชนิดถอนได้ ซึ่งมีส่วนประกอบต่าง ๆ เป็นแหล่งกักเก็บเศษอาหารอย่างดี
7.   ใส่เครื่องมือจัดฟัน  โดยเฉพาะแบบติดแน่นซึ่งมีซอกหลืบต่าง ๆ ทำให้ยากต่อการทำความสะอาด
8.  ไม่มีการไหลเวียนของน้ำลาย เช่น ระหว่างนอนหลับ หรือการไม่พูดคุย ทำให้มีการสะสมของเชื้อจุลินทรีย์มาก เมื่อย่อยสลายอาหารที่ตกค้าง ก็จะทำให้เกิดกลิ่นปากได้
9.   เป็นมะเร็งในจช่องปาก อาจทำให้เกิดกลิ่นที่รุนแรง
10. รับประทานอาหารที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก เช่น กระเทียม เครื่องเทศ เป็นต้น


การป้องกันไม่ให้เกิดกลิ่นปาก


1.   ดูแลรักษาความสะอาดในช่องปาก โดยการแปรงฟันให้ทั่วถึง ใช้ไหมขัดซอกฟันและแปรงลิ้นให้สะอาด
2.   หลีกเหลี่ยงการรับประทานอาหารที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก
3.   พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อตรวจสุขภาพช่องปาก

การรักษา

ทันตแพทย์จะทำการรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก เช่น อุดฟันที่ผุ รักษาโรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์ แนะนำทำความสะอาดฟันปลอมเป็นต้น แต่ถ้าพบว่าสาเหตุไม่ได้มาจากภายในช่องปาก ทันตแพทย์จะแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพหาสาเหตุของกลิ่นปากต่อไป



กรณีของน้ำนยาบ้วนปากหรือสเปรย์ที่ช่วยดับกลิ่นปากนั้น เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดกลิ่นปากเพียงชั่วคราว ไม่ได้ช่วยกำจัดสาเหตุที่แท้จริงออกไป และไม่ควรใช้ติดต่อกันนาน ๆ เพระจะไปรบกวนสภาวะของเชื้อต่าง ๆ ในช่องปาก ทำให้เกิดเชื้อราในช่องปากได้




ด้วยความปราถนาดีจาก

คลินิคทันตกรรมโรงพยาบาลแมคคอร์มิค 053-921777 ต่อ 1326
เวลาทำการ 
จ-ศ 08.00 - 20.00 น.
ส - อ  08.00 - 16.00 น.
วันนักขัตฤกษ์ 08.00 - 16.00 น.

 ** วันและเวลาทำการ อาจเปลี่ยนแปลงได้ **

ทำไมเราต้องขูดหินปูน

หินปูนเกิดขึ้นได้อย่างไร

เมื่อรับประทานอาหาร เศษอาหารที่ตกค้างจะทำปฏิกิริยากับจุลินทรีย์ในช่องปากและสารประกอบในน้ำลายรวมกันเป็น "แผ่นคราบจุลินทรีย์" หรือที่เราเรียกว่า ขี้ฟันเมื่อเราแปรงฟังไม่สะอาดทำให้มีแผ่นคราบจุลินทรีย์หลงเหลือจะพอกพูนหนาตัวขึ้นร่วมกับการตกตะกอนของแคลเซียมในน้ำลายร่วมด้วยทำให้เกิดหินปูน ซึ่งมีลักษณะแข็งสีคล้ายฟัน หรือเข้มจากการติดสีจากอาหารที่ทาน อยู่ติดเแน่นกับฟันทั้งเหนือเหงือกและใต้เหงือก ไม่สามารถกำจัดออกได้โดยการแปรงฟันต้องไปพบกับทันตแพทย์เพื่อขูดหินปูนออกเท่านั้น

ทำไมเราต้องขูดหินปูน ??

เพราะไม่มีใครสามารถแปรงฟันได้สะอาดทุกซอกทุกมุม ดังนั้นทุกคนจึงมีโอกาสที่จะมีหินปูน หินปูนเป็นแหล่งสะสมของแผ่นคราบจุลินทรีย์ที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคและมีการขับสารพิษที่เป็นกรดออกมาทำลายอวัยวะรอบ ๆ ฟัน ทำให้เกิดเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์อักเสบ หรือที่เรียกว่าโรครำมะนาด

อาการของโรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์

  1. เลือดออกขณะแปรงฟัน
  2. เหงือกบวม แดง นิ่ม
  3. เหงือกแยกตัวออกจากฟัน
  4. มีคราบจุลินทรีย์ มีหินปูนเกาะบริเวณคอฟัน
  5. มีกลิ่นปาก
  6. มีหนองบริเวณคอฟัน
  7. ฟันโยกจากการทำลายกระดูกรองรับฟัน
การรักษาโรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์

เหงือกอักเสบ ทันตแพทย์จะรักษาโดยการขูดหินปูนอาการก็จะดีขึ้น
โรคปริทันต์ ทันตแพทย์จะรักษาโดยการขูดหินปูนและเกลารากฟัน ซึ่งเป็นการกำจัดหินปูนที่เกาะบริเวณรากฟัน กรณีมีฝีหนองเกิดขึ้นก็จะทำการขูดกำจัดเนื้อเยื่อที่อักเสบออกไป กรณีที่มีฟันโยกมา ๆ จากการทำลายกระดูกรองรับฟันอาจพิจารณาถอนออกไป

การป้องกัน
  1. แปรงฟันให้สะอาดอย่างน้อยครั้งละ 2 - 3 นาที วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง และตรวจสอบความสะอาดหลังแปรงฟันได้โดยใช้ลิ้นสัมผัสตามผิวฟัน ถ้าสะอาดแล้วจะมีความรู้สึกลื่นไม่สาก  มองด้วยตาเปล่าไม่พบว่ามีคราบขุ่น ๆ ที่ซอกเหงือกและฟัน
  2. พบทันตแพทย์เพื่อขูดหินปูนและตรวจฟันทุก 6 เดือน
  3. ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมที่ช่วยลดการสะสมตัวของหินปูน
  4. ในบางกรณี การแปรงฟันอย่างเดียวไม่สามารถทำความสะอาดได้หมดจดโดยเฉพาะตามซอกฟัน ควรใช้อุปกรณ์อื่น ๆ ช่วยเสริมในการทำความสะอาดด้วยเช่นไหมขัดฟัน

คลินิกทันตกรรม โรงพยาบาลแมคคอร์มิค : โทร.0-5392-1777 ต่อ 1326  
เวลาทำการ: 
จ - ศ    08.00 - 20 .00 น.
ส - อา  08.00 - 16.00 น.
วันนักขัตฤกษ์  08.00 - 16.00 น. 

ทำไมเราต้องขูดหินปูน และกลิ่นปาก

หินปูนเกิดขึ้นได้อย่างไร

เมื่อรับประทานอาหาร เศษอาหารที่ตกค้างจะทำปฏิกิริยากับจุลินทรีย์ในช่องปากและสารประกอบในน้ำลายรวมกันเป็น "แผ่นคราบจุลินทรีย์" หรือที่เราเรียกว่า ขี้ฟันเมื่อเราแปรงฟังไม่สะอาดทำให้มีแผ่นคราบจุลินทรีย์หลงเหลือจะพอกพูนหนาตัวขึ้นร่วมกับการตกตะกอนของแคลเซียมในน้ำลายร่วมด้วยทำให้เกิดหินปูน ซึ่งมีลักษณะแข็งสีคล้ายฟัน หรือเข้มจากการติดสีจากอาหารที่ทาน อยู่ติดเแน่นกับฟันทั้งเหนือเหงือกและใต้เหงือก ไม่สามารถกำจัดออกได้โดยการแปรงฟันต้องไปพบกับทันตแพทย์เพื่อขูดหินปูนออกเท่านั้น

ทำไมเราต้องขูดหินปูน ??

เพราะไม่มีใครสามารถแปรงฟันได้สะอาดทุกซอกทุกมุม ดังนั้นทุกคนจึงมีโอกาสที่จะมีหินปูน หินปูนเป็นแหล่งสะสมของแผ่นคราบจุลินทรีย์ที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคและมีการขับสารพิษที่เป็นกรดออกมาทำลายอวัยวะรอบ ๆ ฟัน ทำให้เกิดเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์อักเสบ หรือที่เรียกว่าโรครำมะนาด

อาการของโรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์

  1. เลือดออกขณะแปรงฟัน
  2. เหงือกบวม แดง นิ่ม
  3. เหงือกแยกตัวออกจากฟัน
  4. มีคราบจุลินทรีย์ มีหินปูนเกาะบริเวณคอฟัน
  5. มีกลิ่นปาก
  6. มีหนองบริเวณคอฟัน
  7. ฟันโยกจากการทำลายกระดูกรองรับฟัน
การรักษาโรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์

เหงือกอักเสบ ทันตแพทย์จะรักษาโดยการขูดหินปูนอาการก็จะดีขึ้น
โรคปริทันต์ ทันตแพทย์จะรักษาโดยการขูดหินปูนและเกลารากฟัน ซึ่งเป็นการกำจัดหินปูนที่เกาะบริเวณรากฟัน กรณีมีฝีหนองเกิดขึ้นก็จะทำการขูดกำจัดเนื้อเยื่อที่อักเสบออกไป กรณีที่มีฟันโยกมา ๆ จากการทำลายกระดูกรองรับฟันอาจพิจารณาถอนออกไป

การป้องกัน
  1. แปรงฟันให้สะอาดอย่างน้อยครั้งละ 2 - 3 นาที วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง และตรวจสอบความสะอาดหลังแปรงฟันได้โดยใช้ลิ้นสัมผัสตามผิวฟัน ถ้าสะอาดแล้วจะมีความรู้สึกลื่นไม่สาก  มองด้วยตาเปล่าไม่พบว่ามีคราบขุ่น ๆ ที่ซอกเหงือกและฟัน
  2. พบทันตแพทย์เพื่อขูดหินปูนและตรวจฟันทุก 6 เดือน
  3. ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมที่ช่วยลดการสะสมตัวของหินปูน
  4. ในบางกรณี การแปรงฟันอย่างเดียวไม่สามารถทำความสะอาดได้หมดจดโดยเฉพาะตามซอกฟัน ควรใช้อุปกรณ์อื่น ๆ ช่วยเสริมในการทำความสะอาดด้วยเช่นไหมขัดฟัน

คลินิกทันตกรรม โรงพยาบาลแมคคอร์มิค : โทร.0-5392-1777 ต่อ 1326  
เวลาทำการ: 
จ - ศ    08.00 - 20 .00 น.
ส - อา  08.00 - 16.00 น.
วันนักขัตฤกษ์  08.00 - 16.00 น. 

วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ไข้หวัดใหญ่...ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน

การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เป็นทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรค ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกและแพทย์ได้แนะนำให้ฉีดวัคซีนเพราะ....

  • ช่วยลดอัตราการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ถึง 90%
  • หมดความกังวลกับภาวะแทรกซ้อน
  • ลดปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล
  • ช่วยให้การงานไม่สะดุด เพราะต้องลาหยุดเมื่อป่วย
ควรได้รับการฉีควัคซีนเมื่อไหร่...วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ควรฉีดก่อนฤดูฝนซึ่งเป็นช่วยระบาดสำคัญ เนื่องจากสายพันธุ์ไวรัสไข้หวัดใหญ่จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  ดังนั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรฉีดวัคซีนป้องกัน  ไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี

ใครคือกลุ่มเสี่ยง...คนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือ  คนที่มีโอกาสแพร่เชื้อให้กับผู้อื่น คือ

  • เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 18 ปี
  • ผู้ใหญ่อายุ 65 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวเช่น โรคปอด หอบหืด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไต
  • หญิงตั้งครรภ์
  • บุคลากรทางการแพทย์ หรือบุคคลทั่วไปที่อาศัยกับกลุ่มเสี่ยง

ติดต่อสอบถามการฉีดวัคซีน  ได้ที่ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค  แผนกผู้ป่วยนอก และ ศูนย์บริการข้อมูล Call Center  โทร. 053-921777 ต่อ 1111 และ 1399

วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

โรคที่หนูน้อยควรระวัง ฉบับที่ 1

บทความโดย พญ.อาริดา จันทร์แจ่ม (กุมารแพทย์ ร.พ.แมคคอร์มิค)

1. โรคพิษสุนัขบ้า

    โรคพิษสุนัขบ้าหรือ โรคกลัวน้ำ  เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งชื่อว่า เรบี่ส์ (Rabies) ซึ่งทำให้เกิดโรคในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สุจัขและแมวเป็นสัตว์แพร่เชื้อโรคพิษสุนัขบ้าที่สำคัญที่สุดมาสู่มนุษย์
     คนที่ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า เชื้อไวรัสจะทำลายระบบประสาททำให้มีอาการปวดเมื่อย เพลีย มีไข้ ปวดศรีษะ กลัวน้ำ กลัวลม  กระสัมกระส่าย  มีอาการทางระบบประสาทเป็นอัมพาตและเสียชีวิตในที่สุด ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้   หากติดเชื้อแล้วไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีหรือปล่อยทิ้งไว้จะเสียชีวิตทุกราย

  • คนติดโรคพิษสุนัขบ้าจากทางใด :  จากการสัมผัสสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า  เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล รอยถลอกที่ถูกสัตว์กัด ข่วน หรือ โดนน้ำลายจากสัตว์เลีย ทั้งบริเวณริมฝีปากหรือ เยื่อบุตา
  • รู้ได้อย่างไรว่าสัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้า  สัตว์จะมีอาการหงุดหงิด  ตื่นเต้น วิ่งพล่าน  ไล่กัดคนและสัตว์อื่น ๆ อย่างดุร้าย ถ้าเป็นสุนักจะดุร้าย 2-3 วัน หลังจากนั้นจะอ่อนเพลีย ขาหลังไม่มีแรง เดินโซเซและตายในที่สุด
  • จะปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร  ควรหลีกห่างจากสุนัขจรจัด  ส่วนสตว์เลี้ยงในบ้านให้นำไปฉีดวัคซีนสัตว์ทุก ๆ ปี อคกประการคือในคนสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคแบบล่วงหน้าก่อนถูกสัตว์กัด ซึ่งปัจจุบันวัคซีนมีความปลอดภัยสูงและประทิทธิภาพดี

     ข้อควรปฏิบัติเมื่อถูกสัตว์กัด ข่วน เลีย
  1.  ล้างแผลด้วยน้ำและสบู่หลาย ๆ ครั้ง  โยให้น้ำไหลผ่านมาก ๆ และทายาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน หรือ แอลกอฮอล์
  2. จดจำสัตว์น้ำให้ได้  เพื่อสืบหาเจ้าของและสอบถามประวัติความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า
  3. ไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการดูแลที่ถูกต้อง  ซึ่งแพทย์จะฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและเซรุ่มตามความเหมาะสม
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
2. โรคมือเท้าปากเปื่อย

  • เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กเล็กต่ำกว่า 5 ปี  พบมากช่วงหน้าฝนเด็กจะมาด้วยไข้  ร่วมกับมีผื่นเป็นตุ่มน้ำใสในช่องปากฝ่ามือและฝ่าเท้า
  • สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส  โดยได้รับไวรัสเข้าสู่ปากโดยตรง โดยไวรัสอาจติดมากับมือ หรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก  น้ำจากตุ่มพองหรืออุจจาระของผู้ป่วย
  • ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง เด็กจะเริ่มมีไข้  อ่อนเพลียต่อมามีอาการเจ็บปาก  ไม่ยอมทานอาหาร จะสังเกตุพบตุ่มแดงบริเวณลิ้น  เหงือกและกระพุ้งแก้ม  ต่อมาตุ่มจะพองใสและแตกเป็นแผลตื้นและยังพบตุ่มลักษณะนี้บริเวณฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้าตุ่มนี้จะหายได้เองในเวลา 7 - 10 วัน
  • โรคนี้ยังไม่มียารักษาเฉพาะ แต่จะให้ยาตามอาการ เช่นยาลดไข้ ควรให้เด็กได้รับสารน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันการขาดน้ำ ในเด็กที่เจ็บปากมากอาจแนะนำให้ทานอาหารเหลวและเย็นเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปาก
  • ตามปกติเป็นโรคที่ไม่รุนแรง  แต่เชื้อไวรัสาบางชนิด อาจทำให้มีอาการรุนแรงได้ จึงควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบมีไข้สูงลอย ซึม รับประทานอาการไม่ได้ อาเจียนบ่อย หายใจหอบ  แขนขาอ่อนแรง ควรรีบพามาพบแพทย์ทันที
  • โรคนี้ยังไม่มีวัคซีน ป้องกัน  แต่ป้องกันด้วยรักษาสุขอนามัย  ควรตัดเล็บให้สั้น หมั่นล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังขับถ่ายและก่อนรับประทานอาหาร
------------------------------------- ติดตามโรคต่าง ๆ ได้ ใน ฉบับที 2 -----------------------------------

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ดนตรีสื่อรักของพระเจ้า

บทความโดย  อ.สุภัทรา แก้วควายงาม ผู้ช่วยอนุศาสก

"ชนใดไม่มีดนตรีการ ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก
  อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์
  หรืออุบายมุ่งร้ายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี
  และดวงใจยอมดำสกปรก ราวนรก ชนเช่นกล่าวมานี่
  ไม่ควรใครไว้ใจในโลกนี้ เจ้าจงฟังดนตรีเถิดชื่นใจ"
  - บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 เรื่อง เวนิสวานิส

จากบทพระราชนิพนธ์นี้ จะเห็นว่ามนุษย์ทุกคนไม่ว่าชนชาติใดล้วนมีนิสัยอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือการชอบเสียงดนตรี ซึ่งอาจแตกต่างกันบ้างตรงแนวดนตรีซึ่งขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม สังคมชุมชนที่มนุษย์อาศัยอยู่ แนวดนตรีในโลกนี้มีมากมาย เช่น ดนตรีไทย ดนตรีร๊อค ดนตรีคลาสสิก ดนตรีแจ๊ส ดนตรีศาสนา ฯลฯ เป็นต้น และไม่ว่ามนุษย์จะมีอารมณ์ความรู้สึกเศร้า เหงา หรือมีความสุข แม้แต่ผู้ที่มีร่างกายพิการแขนขาด ขาขาด หูหนวก ตาบอด ก็ยังมีความพยายามที่จะฟัง ที่จะร้องเพลงหรือเล่นเครื่องดนตรีให้ได้ ดังเช่น เรน่า มาเรีย ซึ่งเธอเกิดมาไม่มีแขนและขาทั้งสองข้างก็ยาวไม่เท่ากัน เรน่าเรียนจบทางด้านดนตรี เธอมีความสุขมากเมื่อได้ร้องเพลงและบทเพลงที่เธอร้องออกมานั้นก็สามารถสื่อให้ผู้ฟังสัมผัสได้ว่าเธอมีความสุขอย่างมากที่ได้ร้องเพลง

ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ปฐมกาล 1:27 ได้บันทึกว่า "พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์" พระฉายาของพระเจ้าอีกอย่างหนึ่งที่เราอาจมองข้ามไปคือความรักในเสียงดนตรี ในพระคัมภีร์มีหลายตอนที่เรียกร้องให้มนุษย์สรรเสริญพระเจ้าด้วยเสียงดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง เต้นรำ หรือ บรรเลงเครื่องดนตรี โดยเฑาะในพระธรรมสดุดีมีทั้งหมด 150 บท ซึ่งเป็นพระธรรมที่ยาวที่สุดในพระคัมภีร์ทั้งหมด 66 เล่ม เมื่อเราเปิดพระคัมภีร์ เราจะพบพระธรรมสดุดีอยู่กลางเล่มพอดี ผู้เขียนหลักของพระธรรมสดุดีคือกษัตริย์ดาวิด ผู้มีความสามารถทางด้านดนตรีเป็นเลิศและเป็นกษัตริย์ของอิสราเอลที่พระเจ้าทรงพอพระทัยมากที่สุดเนื่องจากท่านสรรเสริญพระเจ้าตลอดชีวิตของท่านทั้งในยาทุกข์และในยามสุข

เมื่อพระเจ้าตรัสว่าจะสร้างมนุษย์นั้นพระองค์ทรงสร้างเราให้เป็นเครื่องดนตรีที่วิเศษที่สุดคือมีหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะ มีมือสำหรับปรบให้เป็นจังหวะ มีปากที่ส่งเสียงออกมาเป็นทำนอง เป็นต้น จุดประสงค์ก็เพื่อให้ทุกคนสรรเสริญพระเจ้า ให้มีความชื่นชมยินดีตลอดเวลา ดังในพระคัมภีร์ฟิลิปปี 4:4 กล่าวว่า "จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด" การที่พระเจ้าทรงเรียกร้องให้สิ่งมีชีวิตทุกอย่างสรรเสริญพระองค์ (สดด. 150) ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพระองค์เท่านั้น แต่เพื่อประโยชน์ต่อตัวของมนุษย์ผู้สรรเสริญพระองค์ด้วย คือ เมื่อเรามีความชื่นชมยินดีนั้น ร่างกายของเราก็จะหลั่งสาร Endorphin ออกมา ซึ่งช่วยให้ร่างกายของเราเกิดความผ่องคลายและช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่เกิดจากความเครียดได้นั่นเอง

ดังนั้น ผู้เขียนหวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะมีความชื่นชมยินดีตลอดเวลา ให้ความสนใจต่อเสียงดนตรีมากขึ้น เพราะนั่นหมายถึงว่าเราเห็นความสำคัญต่อชีวิตและสุขภาพของเราด้วย

ขอพระเจ้าอวยพระพร

โรคไบโพล่าร์ (Bipolar Disorder)

Embed from Getty Images  โรคไบโพล่าร์ (Bipolar Disorder)            ปัจจุบันโลกเราทุกวันนี้มีแต่การแข่งขัน แก่งแย่งกันตลอดเวลา จนทำ...