วันพุธที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เสียงแหบ



เสียงแหบ คือ ภาวะที่มีเสียงเปลี่ยนผิดปกติไปจากเดิม เช่น เสียงเบาลง เสียงหยาบ เสียงเค้น เสียงสูงหรือต่ำกว่าปกติ ไม่มีเสียง เสียงขาดหาย เป็นช่วงๆ
อวัยวะที่ทำให้เกิดเสียง หรือที่เรียกว่ากล่องเสียง ตั้งอยู่ภายในบริเวณลำคอใต้โคนลิ้นลงไปในผู้ชายจะเห็นชัดคือส่วนที่เราเรียกว่า ลูกกระเดือก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกล่องเสียง ภายในกล่องเสียงประกอบด้วยกล้ามเนื้อ 2 ชิ้น ที่เราเรียกว่าสายเสียง ขึงตึงจากด้านในของลูกกระเดือกไปยังส่วนหลังของกล่องเสียง สายเสียงนี้สามารถเคลื่อนไหวเปิดปิดให้ลมหายใจเข้าออกได้  แรงดันของลมจากในปอดเคลื่อนขึ้นมาขณะที่สายเสียงปิดอยู่ทำให้มีการสั่นสะเทือนของสายเสียง  กลายเป็นเสียงและเสียงก็จะถูกปรับปรุงให้เป็นคำพูดที่ชัดเจนโดยอวัยวะในช่องปากซึ่งได้แก่ ลิ้น ฟัน เพดาน และอื่น ๆ



เสียงแหบเกิดจากสาเหตุใหญ่ 2 ประการ คือ 

1. ความผิดปกติในโครงสร้างของสายเสียง 
2.ความผิดปกติในการทำหน้าที่ของสายเสียง

ในกลุ่มเสียงแหบที่เกิดจากความผิดปกติของตัวสายเสียงเองนั้น อาจจะได้แก่ 

  ความพิการตั้งแต่กำเนิด เช่น มีแผ่นเยื่อบาง ๆ ขึงระหว่างสายเสียงทั้ง 2 ข้าง 
 การอักเสบของกล่องเสียงจากการติดเชื้อ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากเชื้อไวรัส เช่นขณะเป็นหวัด หรือจากเชื้อแบคทีเรีย ที่พบได้แต่น้อยเช่นวัณโรคปอด ที่ทำให้มีอาการไอเรื้อรังหรือมีความผิดปกติของสายเสียงเอง

กล่องเสียงอักเสบจากภาวะกรดไหลย้อนคือภาวะน้ำย่อยในกระเพาะออกมาระคายเคืองที่กล่องเสียง บางคนอาจมีอาการเรอเปรี้ยว แสบในอกร่วมด้วย  รู้สึกคล้ายมีก้อนจุกอยู่ในคอ มีเสมหะเหนียวๆ ในคอ และระคายคอ
กล่องเสียงอักเสบจากการสูบบุหรี่ ควันบุหรี่ทำให้มีการระคายเคืองของกล่องเสียงและสายเสียง รวมทั้งเป็นปัจจัยเสียงของการเกิดมะเร็งกล่องเสียงด้วย
 ติ่งเนื้อที่เกิดจากการใช้เสียงมาก ใช้เสียงผิดวิธี หรือเนื้องอกของสายเสียง แบ่งได้เป็นชนิดร้ายแรงและชนิดไม่ร้ายแรง
การได้รับกระแทกบริเวณกล่องเสียง อาจทำให้กระดูกอ่อนของกล่องเสียงแตกหัก
ไฟลวกบริเวณใบหน้าหรือส่วนบนของลำตัว หายใจเอาลมร้อนจัดเข้าไปลวกเยื่อบุของทางเดินหายใจรวมทั้งกล่องเสียง 
สาเหตุอื่นเช่น ภูมิแพ้  เสียงแหบขณะมีรอบประจำเดือน หรือสายเสียงที่เปล่ยนแปลงเมื่ออายุมากขึ้น
ส่วนกลุ่มที่เกิดจากความผิดปกติในการทำหน้าที่ของสายเสียงโดยที่ไม่พบพยาธิสภาพของเส้นเสียง ได้แก่

          - อัมพาตของสายเสียง คือสายเสียงไม่สามารถขยับได้ตามปกติ อาจเป็นข้างเดียวหรือ 2 ข้าง สาเหตุที่พบบ่อย คือ ภายหลังการผ่าตัดต่อมธัยรอยด์ที่คอ แล้วมีการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของสายเสียง ทำให้สายเสียงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ, มะเร็งต่อมธัยรอยด์, อัมพาตของสายเสียงอาจเกิดจากพยาธิสภาพในส่วนของปอดหรือทรวงอก เช่น มะเร็งในปอด เส้นเลือดในทรวงอกโป่งพอง เป็นต้น
          - พวกที่ใช้เสียงผิดจนติดเป็นนิสัย 
          - พวกที่มีความผิดปกติทางด้านจิตใจ อาจทำให้เกิดเสียงเปลี่ยน หรือไม่มีเสียงเลยได้

เสียงแหบจากหวัดหรือคออักเสบ สามารถรักษาได้โดยแพทย์ทั่วไป แต่ถ้าแหบนานเกิน 2 สัปดาห์หรือไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน ควรมาพบแพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก เพื่อตรวจสายเสียงและกล่องเสียงโดยตรง ปัญหาเสียงแหบควรได้รับการแก้ไขโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ คือ แพทย์และบุคลากรด้านนี้โดยตรง
เมื่อไรที่ควรพบแพทย์หู คอ จมูก
►   เสียงแหบนานเกินกว่า 2-3 สัปดาห์
►   เมื่อมีเสียงแหบร่วมกับเจ็บในคอ (ที่ไม่ใช่หวัด) ไอเป็นเลือด มีอาการกลืนลำบาก รู้สึกมีก้อนในคอ คลำได้ก้อนที่คอ
แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจสายเสียง และกล่องเสียง โดยใช้กระจกส่องตรวจที่บริเวณกล่องเสียง บางครั้งอาจใช้กล้องขนาดเล็ก (Fiberoptic Laryngoscope) ส่องผ่านจากจมูกลงไปที่คอเพื่อดูกล่องเสียง และบันทึกเทปไว้ การตรวจวิธีนี้ไม่ทรมาน และไม่เจ็บ ถ้าพบก้อนเนื้องอกที่น่าสงสัย แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อบางส่วนไปตรวจ เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แน่นอนและให้การรักษาอย่างถูกต้องต่อไป
การปฏิบัติตัวเมื่อมีอาการเสียงแหบ
►   พักการใช้เสียง หรือใช้เสียงเท่าที่จำเป็น
►   ฝึกการออกเสียงที่ถูกต้อง ในกรณีที่ใช้เสียงผิดวิธี เช่น ชอบตะโกน ตะเบ็งเสียงเป็นประจำ
►   หลีกเลี่ยงควันบุหรี่
►   หลีกเลี่ยงสารที่ทำให้ร่างกายขาดน้ำ เช่น แอลกอฮอล์ คาเฟอีน ดื่มน้ำเปล่ามากๆ
►   หลีกเลี่ยงภูมิอากาศที่แห้งแล้ง
►   หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด

      ส่วนการรักษานั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เป็น ส่วนใหญ่สามารถรักษาให้หายได้หากเกิดจากการอักเสบติดเชื้อ ถ้ามีตุ่มหรือก้อนเนื้อที่สายเสียงบางครั้งอาจต้องใช้วิธีส่องกล้องเพื่อตัดก้อนเนื้อออก ส่งชิ้นเนื้อตรวจเพื่อการวิจฉัยและการรักษาต่อไป


คออักเสบ (Pharyngitis)




         คออักเสบ (Pharyngitis) เป็นภาวะการณ์อักเสบของเนื้อเยื่อในลำคอที่อยู่บริเวณหลังช่องปากเข้าไปมีการอักเสบ บวม ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บคอเป็นสำคัญ และเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งมีทั้งกลุ่มโรคติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ แต่สาเหตุที่พบบ่อยๆจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียเป็นส่วนใหญ่
          คออักเสบเป็นภาวะติดเชื้อที่พบได้บ่อยมาก สามารถพบเกิดได้ในทุกช่วงอายุ แต่ในเด็กจะพบได้บ่อยกว่าในผู้ใหญ่ ความรุนแรงของโรคมักมีไม่มาก และสามารถหายได้เองภายในไม่กี่วันถ้าเกิดการติดเชื้อไวรัส แต่ถ้าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียอาจทำให้มีอาการนานกว่า

สาเหตุของคออักเสบ
          คออักเสบส่วนใหญ่กว่า 90% เกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ อีสุกอีใส คอตีบหรือกลุ่มอาการครุ้ป (Croup) โรคหัด หรือไวรัสเอชไอวีเป็นต้น อีกส่วนหนึ่ง คออักเสบอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่นโรคคออักเสบ (Strep Throat)จากแบคทีเรียสเตรปโทค็อคคัส(Streptococcus) โดยการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียมักเกิดจากการที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อซึ่งกระจายอยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ หรือสัมผัสกับเชื้อโดยตรง ส่วนสาเหตุอื่นๆที่อาจเป็นปัจจัยทำให้เกิดคออักเสบ ได้แก่
   1.สภาพอากาศหนาวเย็น อยู่ในช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาว ซึ่งเอื้อต่อการระบาดของไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
   2.มีสิ่งที่ทำให้เกิดการระคายเคืองภายในลำคอ
   3.กล้ามเนื้อตึงในคอ
   4.อาการแพ้ หรือเป็นโรคภูมิแพ้
   5.กรดไหลย้อน
   6.ป่วยด้วยการติดเชื้อบริเวณไซนัสบ่อยๆ
   7.มีเนื้องอกบริเวณลำคอ ลิ้น หรือกล่องเสียง
   8.อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เจ็บคอ คออักเสบ หรือเป็นไข้หวัด
   9.อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อ
   10.สูบบุหรี่ หรืออยู่ใกล้ผู้ที่สูบบุหรี่แล้วได้รับควันบุหรี่เข้าสู่ร่างกาย

อาการของคออักเสบ
      บริเวณที่เป็นคออักเสบจะอยู่พื้นที่ระหว่างหลังโพรงจมูกกับกล่องเสียง เมื่อเชื้อเข้ามาจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้นและทำลายเซลล์จนเกิดการอักเสบ โดยถ้าเป็นเชื้อไวรัสมักจะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 1-3 วัน แต่ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรียจะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2-5 วัน
1.ในรายที่คออักเสบจากเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่จะไม่เจ็บตอนกลืน ผนังคอหอยอาจมีลักษณะแดงเพียงเล็กน้อยหรือไม่ชัดเจน ร่วมกับมีอาการหวัด น้ำมูกใสไหล ไอ เสียงแหบ มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะเล็กน้อย ตาแดง บางรายอาจมีอาการท้องเดินหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย
2.ในรายที่คออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอมากจนกลืนน้ำและอาหารลำบาก ผนังคอหอยหรือเพดานอ่อนมีลักษณะแดงจัดและบวม มีจุดหนองที่คอหอย มักจะไม่มีอาการน้ำมูกไหล ไอ หรือตาแดงแบบการอักเสบจากไวรัส แต่จะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และอาจพบต่อมน้ำเหลืองโต บางรายอาจมีอาการปวดท้องหรืออาเจียนร่วมด้วย



การวินิจฉัยคออักเสบ


          แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้จากลักษณะทางคลินิก เช่นประวัติอาการของผู้ป่วย การตรวจร่างกาย การตรวจดูในลำคอ การตรวจคลำต่อมน้ำเหลืองลำคอ และอาจร่วมกับการตรวจทางหู คอ จมูก แต่ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติม เช่นการตรวจย้อมเชื้อและหรือเพาะเชื้อจากสารคัดหลั่ง เมหะ หรือจากลำคอ การตรวจเลือด(CBC) การตรวจปัสสาวะ การตรวจเลือดเพื่อดูสารก่อภูมิต้านทานโรคติดเชื้อต่างๆ การเอ็กซเรย์ภาพปอดในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการไอมากร่วมกับมีเสมหะมาก

การปฏิบัติตนเมื่อคออักเสบ
   1.ควรหยุดงาน หยุดเรียน จนกว่าไข้จะลดลงแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
   2.ควรแยกของใช้ส่วนตัวโดยเฉพาะแก้วน้ำ ช้อน จาน ชามออกจากผู้อื่น และเวลาไอหรือจามควรใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูกเสมอ
   3.รักษาสุขอนามัยพื้นฐานให้ดี เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อรุนแรง และลดการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น
   4.พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำให้มากๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เมื่อไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำ
   5.รับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำซุป นม น้ำหวาน เป็นต้นโดยรับประทานครั้งละน้อยๆแต่บ่อยครั้ง
   6.กลั้วคอด้วยน้ำเกลือวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อรักษาความสะอาดของช่องปากและเพื่อให้ช่องปากชุ่มชื้น
   7.งดการใช้เสียง งดการสูบบุหรี่และงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
   8.ถ้ามีไข้สูงให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว หลีกเลี่ยงการอาบน้ำเย็น และรับประทานยาพาราเซตตามอลเป็นครั้งคราวเมื่อมีไข้หรือเจ็บคอมาก
   9.อมยาบรรเทาอาการเจ็บคอ ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป
  10.ถ้ามีอาการน้ำมูกหรือเสมหะเป็นสีเหลืองเขียว ปวดหู หูอื้อ มีไข้สูง หายใจหอบเหนื่อย หรือมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ หรืออาการคออักเสบเป็นอยู่นานเกิน 7 วัน ให้รีบไปพบแพทย์
  11.ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และรับประทานยาต่างๆที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วน ไม่หยุดยาเองแม้อาการจะดีขึ้น และไปพบแพทย์ตามนัดเสมอ
 12.ควรรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่ออาการต่างๆเลวลง  เช่นยังมีไข้สูง หรือมีอาการเจ็บคออีก หลังจากอาการเดิมดีขึ้นแล้ว ยังคงมีเสียงแหบหลังจากอาการต่างๆดีขึ้นแล้ว รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้น้อย มีผื่นขึ้นตามมาหลังจากมีไข้หรือหลังไข้ลง มีน้ำมูกหรือเสมหะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเหลืองหรือยังคงมีน้ำมูก เสมหะเรื้อรังหลังจากอาการต่างๆหายแล้ว

          ผู้ที่เป็นโรคคออักเสบมักจะเกิดในฤดูหนาวและติดต่อกัน ฉะนั้นเมื่อมีอาการต่างๆดังกล่าวเบื้องต้น โดยเฉพาะถ้าอาการไม่ดีขึ้น ให้รีบพบแพทย์ทันทีก่อนอาการจะลุกลามนะคะ





วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เวียนศีรษะบ้านหมุน (Vertigo)



          
               อาการเวียนศีรษะเป็นอาการที่คนส่วนใหญ่คงเคยประสบพบเจอ ซึ่งบางรายอาจมีอาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุน คืออาการเวียนศีรษะที่มากกว่าธรรมดา ความรู้สึกว่าตัวเองหรือสิ่งแวดล้อมหมุน พลิกตะแคง เอียง หรือมีการเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง ผู้ที่เป็นจะรู้สึกเสียการทรงตัว และมีอาการคลื่นไส้ หรืออาจจะมีอาเจียนร่วมด้วย เป็นอาการที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของระบบการทรงตัวของร่างกาย (vestibular system) ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่คอยรับการทรงตัวสมดุลของร่างกายในท่าทางต่างๆ เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นจึงทำให้มีอาการเวียนศีรษะแบบรู้สึกหมุน
              ปกติการทรงตัวของร่างกาย จะประกอบด้วยการทำงานที่ประสานกันของอวัยวะ 3 ส่วน คือ สายตา ระบบประสาทความรู้สึก และประสาทหูชั้นใน โดยมีสมองเป็นตัวควบคุม แปรผล และสั่งการ ตัวอย่างเช่น เราเดินบนถนน สายตาจะมองภาพสิ่งภายนอกที่สัมพันธ์กับร่างกายที่กำลังเคลื่อนที่ ประสาทความรู้สึกจะรับรู้ขาที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ส่วนหูชั้นในจะรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของร่างกายกับแรงโน้มถ่วงของโลก คลื่นสัญญาณต่างๆเหล่านี้จะวิ่งมาที่สมอง สมองก็จะประมวลผลสัญญาณต่างๆเหล่านี้ แล้วสั่งการให้อวัยวะส่วนต่างๆรักษาความสมดุลของร่างกายให้เดินอย่างคล่องแคล่ว สมดุลและสง่างาม แต่ในผู้ที่สูญเสียการทำงานของระบบ สูญเสียการควบคุมการทรงตัวเหล่านี้ ก็จะมีอาการต่างๆที่เกี่ยวกับ การรักษาสมดุลของร่างกาย และในความผิดปกตินี้บางครั้ง ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนขึ้นมาได้ ซึ่งแท้จริงแล้วอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน เป็นลักษณะของกลุ่มอาการเท่านั้น โดยที่โรคอะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดอาการแบบนี้ รวมๆเรียกว่า เวียนศีรษะบ้านหมุน

สาเหตุ



สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ได้แก่

   1) ความผิดปกติจากระบบทรงตัวในหูชั้นในรวมถึงเส้นประสาทที่เชื่อมต่อไปยังสมองส่วนกลาง ( peripheral vestibular system ) ความผิดปกติจากระบบนี้เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน โรคที่พบได้บ่อยได้แก่ โรคก้อนหินปูนเคลื่อนที่ในหูชั้นใน(Benign paroxysmal positional vertigo), โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease), โรคเส้นประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน (Sudden sensorineural hearing loss) นอกจากนี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่นเช่น การอักเสบหรือการติดเชื้อของระบบประสาทในหูชั้นใน, การบาดเจ็บหลังศีรษะได้รับความกระทบกระเทือน, เนื้องอกของเส้นประสาทจากหูชั้นใน เป็นต้น

   2) สาเหตุที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลางและสมอง ( central vestibular system ) ที่พบได้มากจะเป็นความผิดปกติของระบบหลอดเลือดในสมอง เช่น โรคไมเกรน, ภาวะขาดเลือดของระบบประสาทส่วนกลาง นอกจากนี้อาจมีสาเหตุจากเนื้องอกหรือการติดเชื้อของระบประสาทส่วนกลาง เป็นต้น

   3) สาเหตุจากโรคอื่นๆ เช่น ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบเลือด, ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, ผู้ป่วยโรคไต, กระดูกต้นคอเสื่อม เป็นต้น

 ในที่นี้ จะขอกล่าวถึง 2 โรคที่ทำให้เกิดอาการเวียนหมุนได้บ่อย ได้แก่ โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อนและโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

   1.โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน หรือโรคเวียนศีรษะขณะเปลี่ยนท่า (Benign paroxysmal positional vertigo :BPPV) เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่พบได้บ่อยที่สุด โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของหูชั้นใน จึงพบมากในผู้สูงอายุ อาการเฉพาะของโรคนี้คือ อาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่เกิดขึ้นทันทีทันใดในขณะเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ เช่น ระหว่างกำลังล้มตัวลงนอนหรือลุกจากที่นอน เงยหน้า ก้มหยิบของ เป็นต้น อาการมักจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ เป็นช่วงวินาทีที่ขยับศีรษะ แล้วอาการจะค่อยๆ หายไป ผู้ป่วยโรคนี้จะไม่มีอาการหูอื้อ ไม่พบการสูญเสียการได้ยินหรือเสียงผิดปกติในหู (ยกเว้นในรายที่เป็นโรคหูอยู่ก่อนแล้ว) รวมถึงไม่มีอาการทางระบบประสาท เช่นแขนขาชาหรืออ่อนแรง

   2.โรคน้ำในหูชั้นในผิดปกติหรือโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นใน โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่าอาการของโรคเป็นผลจากความผิดปกติของน้ำที่อยู่ภายในหูชั้นใน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเวียนศีรษะหมุนอย่างรุนแรง เป็นระยะเวลานานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน มีอาการคลื่นไส้อาเจียนและสูญเสียสมดุลของร่างกาย ทำให้เซหรือล้มได้ง่าย ร่วมกับมีอาการทางหู เช่นหูอื้อ แน่นในหู เหมือนมีลมออกหู มีเสียงดังในหู และหากเป็นบ่อยครั้งในระยะเวลานาน อาจส่งผลต่อการได้ยิน ทำให้มีเส้นประสาทหูเสื่อม


วิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน


   1.นอนพัก และหลับตา เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสมดุลอย่างเต็มที่

   2.หยุดทำกิจกรรมทุกอย่างโดยทันที เพราะอาการนี้ถึงแม้จะไม่อันตราย แต่ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะในขณะยังมีอาการ การปีนป่ายที่สูง การทำงานกับเครื่องจักร เป็นต้น

   3.ดื่มน้ำอุ่นๆการดื่มน้ำจะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ และช่วยไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ เพราะหากร่างกายขาดน้ำแล้วจะยิ่งทำให้เวียนศีรษะยิ่งกว่าเดิม

   4.รับประทานยาในกลุ่มไดเมนไฮดริเนต(dimenhydrinate)ซึ่งเป็นยาแก้เมารถ เมาเรือ จะช่วยให้อาการทุเลาไวขึ้น

โดยส่วนใหญ่แล้วอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน ไม่ใช่อาการที่เป็นอันตราย แต่เป็นอาการที่ควรระมัดระวัง เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ หากปฏิบัติตัวตามดังกล่าวเบื้องต้นแล้ว อาการยังไม่ทุเลาและหายไปภายใน 8-12 ชั่วโมง มีอาการอาเจียนรุนแรง จนไม่สามารถดื่มน้ำหรือทำอะไรได้ หรือเป็นบ่อย ก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคบางอย่าง จึงควรได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียด




วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

การฟื้นฟูสภาพข้อเข่าเสื่อม

          โรคข้อเข่าเสื่อม หมายถึง การที่กระดูกอ่อนของข้อมีการเสื่อมสภาพ ทำให้กระดูกอ่อนไม่สามารถเป็นเบาะรองรับน้ำหนัก และมีการสูญเสียคุณสมบัติของน้ำหล่อเลี้ยงเข่า เมื่อมีการเคลื่อนไหวของข้อเข่าก็จะเกิดการเสียดสีและเกิดการสึกหรอของกระดูกอ่อน ผิวของกระดูกอ่อนจะแข็งไม่เรียบ เมื่อเคลื่อนไหวก็จะเกิดเสียงดังในข้อเข่าเกิดอาการเจ็บปวด หากข้อเข่าอักเสบก็จะมีการสร้างน้ำข้อเข่าเพิ่มทำให้บวมตึงและปวด เอ็นรอบข้อจะมีขนาดใหญ่ขึ้น กล้ามเนื้อจะลีบลง เมื่อมีการเสื่อมมากขึ้นข้อเข่าก็จะมีการโก่งงอผิดรูป ซึ่งโดยปกติแล้วกระดูกอ่อนของคนเราเมื่อเกิดปัญหาหรือเสื่อมจะไม่สามารถรักษาได้ รอเพียงแค่เวลาให้เสียไปเพียงอย่างเดียว ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ คนทำงานที่ต้องใช้แรง นักกีฬาที่ประสบอุบัติเหตุ ส่งผลให้คุณภาพการใช้ชีวิตลดลง



อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม
  1. ปวดเข่า เมื่อมีการเคลื่อนไหว
  2. ลุกนั่งหรือเดินขึ้น ลง บันไดไม่คล่อง
  3. มีเสียงดังในข้อเวลาเคลื่อนไหวข้อเข่าบวม อักเสบ
  4. ข้อเข่าโก่งงอ ผิดรูป
  5. ข้อเข่ายึดติดไม่สามารถเหยียด หรืองอขาได้สุดเหมือนเดิม
สาเหตุของข้อเข่าเสื่อม

          สาเหตุของข้อเข่าเสื่อม เกิดจากกระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่ปกป้องส่วนปลายกระดูกข้อต่อเสื่อมลง ซึ่งทำให้เกิดอาการ ที่ได้กล่าวในข้างต้นตามมา เข่าเสื่อมที่มาจากสาเหตุอื่นหรือไม่ทราบสาเหตุ มีดังต่อไปนี้
  1. อายุ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งความเสี่ยงในการเกิดเข่าเสื่อมจะมีมากขึ้นเมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น โยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีอายุ 40 ปีขึ้นไป
  2. การบาดเจ็บ  ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ และแม้ว่าจะได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติแล้ว แต่ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดข้อเข่าเสื่อมได้ในอนาคต
  3. เพศ  เพศหญิงมีโอกาสเกิดข้อเข่าเสื่อมมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป
  4. โรคอ้วน ผู้ทีมีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน อาจทำให้ข้อต่างๆ โดยเฉพาะข้อเข่าต้องรับน้ำหนัก 3-4 เท่าต่อน้ำหนักตัว ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้เข่าเสื่อมได้เมื่อเวลาผ่านไป
  5. กรรมพันธุ์     ผู้ป่วยข้ออักเสบบางรายจะพบว่ามีประวัติของคนในครอบครัวเป็นโรคเข่าเสื่อม
  6. เกิดจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่นๆ เข่าเสื่อมอาจมีสาเหตุจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่นๆ ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดการทำลายของข้อต่อ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เก๊าท์


การฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม

          การฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม มีหลายวิธี เช่น การใช้ความร้อนเพื่อลดอาการปวดและคลายกล้ามเนื้อ การบริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรง การใช้สนับเข่า รวมทั้งการใช้ไม้เท้าหรือโครงโลหะช่วยเดินเพื่อแบ่งเบาแรงกระทำต่อข้อ และที่สำคัญยิ่งคือการให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับโรคที่เป็น รวมถึงแนวทางการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

แนวทางการักษาและฟื้นฟูอาการข้อเข่าเสื่อม 360 องศา

          การฟื้นฟูความแข็งแรงของโครงสร้างพยุงเข่า การทำกายภาพบำบัดในสระน้ำอุ่นเพื่อสร้างเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างพยุงรอบเข่า เช่นกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ด้วยคุณสมบัติด้านความร้อนของสระน้ำอุ่นและการนวดบำบัดในน้ำ ร่างกายจะมีการตอบสนองทางชีววิทยา โดยทุกส่วนของร่างกายที่อยู่ ในน้ำ จะได้รับแรงกดจากน้ำรอบตัวอันจะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตทั่วตัว ซึ่งเป็นประโยชน์อย่าง มากในการรักษาและบำบัดอาการของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น อาการปวดหลัง ปวดเข่า การปวดบริเวณคอและบ่า รวมไปถึงการช่วยบรรเทาการอักเสบของข้อต่อต่างๆ

กายภาพบำบัดหรือกิจกรรมบำบัด

          การกายภาพบำบัด เป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อเข่ามีความแข็งแรงและเรียนรู้วิธีเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อต่อจากนักกายภาพบำบัด ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้น ปวดน้อยลงและขยับเคลื่อนไหวได้มากขึ้น
          กิจกรรมบำบัด  ผู้ป่วยจะได้เรียนรู้วิธีใช้ชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม เช่นการทำงานบ้านหรือกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้มีความเจ็บปวดน้อยที่สุด

          ฉะนั้นการรักษาที่เป็นมาตราฐานผสมผสานกับวิธีการนอกกระแสที่ได้รับการศึกษาวิจัยและยืนยันผลสำเร็จแล้ว ทั้งนี้ได้คำนึงถึงการฟื้นฟูและจัดการกับปัจจัยสำคัญข้างต้นร่วมไปกับการรักษาอาการเฉพาะหน้า ดังนั้นในการรักษา ควรมีแพทย์ทางด้านกระดูกและข้อ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์ฝังเข็ม และทีมนักกายภาพบำบัดครบวงจร จะทำให้และฟื้นฟูข้อเข่าชะลอความเสื่อม ยืดอายุการใช้งานและเพิ่มคุณภาพการใช้งานของข้อมากขึ้น


ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค

วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)



            ปัจจุบันในการดำเนินชีวิตของมนุษย์เรานั้น การบริโภคอาหารซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของที่เราทำอยู่เป็นประจำอาจทำให้เราหลงลืมที่จะระมัดระวังในการเลือกบริโภค ซึ่งส่วนใหญ่เราคำนึงถึงแต่รสชาติอาหารมากกว่าคุณประโยชน์ที่เราจะได้รับ และอาหารบางประเภทอาจส่งผลต่อร่างกายเราอย่างเงียบๆ โดยที่เราไม่รู้ตัวทั้งนี้ ในกระบวนการของร่างกาย เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป อาหารจะถูกย่อยในกระเพาะอาหารและถูกดูดซึมในลำไส้เล็ก จากนั้นเศษอาหารจะเคลื่อนสู่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งมีความยาวประมาณ 5 ฟุต โดยลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่ดูดซึมน้ำและเกลือแร่บางอย่างที่เหลือจากการดูดซึมจากลำไส้เล็ก ทำให้กากอาหารมีลักษณะแข็งขึ้นเรื่อยๆและผ่านเข้าสู่ทวารหนักก่อนที่จะขับออกจากร่างกาย แต่ทั้งนี้ หากร่างกายไม่ได้ถูกขับถ่ายออกปกติก็จะทำให้กากอาหารเหล่านั้นสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อร่างกายของเรา และอาจนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ ซึ่งการค้นหาความผิดปกติต่างๆมีอยู่หลายวิธี การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เป็นอีกวิธีที่มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการประเมินปัญหาลำไส้ใหญ่




การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) 

      เป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการประเมินปัญหาในลำไส้ใหญ่ โดยใช้กล้องส่องลำไส้ใหญ่ (colonoscope) ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็ก ผอม ยาว  ยืดหยุ่นและโค้งงอได้ มีกล้องวีดีโอและดวงไฟขนาดเล็กมากติดอยู่ที่ปลายท่อ เมื่อทำการขยับและปรับกล้องส่องลำไส้อย่างเหมาะสมแล้ว แพทย์จะสามารถเคลื่อนไหวกล้องดังกล่าวในลำไส้ให้ไปในทิศทางที่ต้องการได้ ภาพที่กล้องบันทึกได้ในลำไส้ใหญ่จะปรากฏบนจอโทรทัศน์ ให้คุณภาพความคมชัดที่ดี และสามารถเก็บรายละเอียดภายในลำไส้ใหญ่ได้ทั้งหมด ซึ่งจะให้ความถูกต้องแม่นยำมากกว่าการทำเอกซเรย์



ใครบ้างที่ควรตรวจ

            ผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระ เช่นท้องผูก หรือท้องเสียเป็นประจำ หรือท้องผูกสลับท้องเสียหรือมีอาการดังนี้

1. ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน อาจจะเป็นสีแดงสด หรือสีคล้ำ มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ

2. เวลาเบ่งถ่ายอุจจาระมีติ่งเนื้อยื่นออกมาจากทวารหนักและมีเลือดออก

3. มีการแน่นอึดอัดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อและปวดท้องร่วมด้วย

4. มีก้อนในท้อง น้ำหนักลด ซีด อ่อนเพลีย

5. ในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หากผลการตรวจปกติแนะนำให้ตรวจซ้ำทุก 10 ปี

6. ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรเริ่มคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 40 ปีหากผลการตรวจปกติ แนะนำให้ตรวจซ้ำทุก 5 ปี

ประโยชน์ของการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่

1.ใช้ในการประเมินปัญหาที่เกิดขึ้นกับลำไส้ใหญ่ เช่น การเสียเลือด ความเจ็บปวด และอาการเปลี่ยนแปลงของลำไส้ใหญ่ เช่นท้องเสียเรื้อรัง หรืออาการผิดปกติอื่นๆ ที่อาจตรวจพบมาแล้วจากการตรวจร่างกายก่อนหน้านี้

2.บ่งชี้ให้แพทย์ทราบและช่วยในการรักษาอาการเลือดออกในลำไส้ใหญ่

3.ใช้ในการตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่และช่วยในการรักษาก้อนเนื้องอกแบบที่ไม่ใช่มะเร็ง(polyps)ที่เจริญเติบโตขึ้นที่บริเวณผนังลำไส้ใหญ่

การเตรียมตัวก่อนการส่องกล้อง

            หนึ่งวันก่อนส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยต้องรับประทานอาหารอ่อน งดผัก ผลไม้ ยาบำรุงเลือด ยาแก้ท้องเสีย ผู้ป่วยจะได้รับยาระบายรับประทานเพื่อทำความสะอาดลำไส้ทั้งหมด เพราะขณะแพทย์ทำการส่องกล้องจะได้เห็นลักษณะพื้นผิวของลำไส้อย่างชัดเจน การเตรียมลำไส้ดังกล่าวสามารถทำมาจากที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าพักในโรงพยาบาล หลังรับประทานยาระบาย ผู้ป่วยอาจมีถ่ายเหลวได้เฉลี่ย  6-8 ครั้ง หากผู้ป่วยถ่ายมากเกินไปและมีอาการอ่อนเพลียอาจดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทนได้ แต่ในบางรายที่ถ่ายท้องมากเกินไปและเพลียมาก อาจให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดเพื่อลดอาการอ่อนเพลีย
            ก่อนทำการส่องกล้องผู้ป่วยจะได้รับการฉีดยานอนหลับและยาลดอาการปวด เพื่อลดความรู้สึกตึงแน่นในท้องจากการเป่าลมเข้าไปเพื่อให้ลำไส้ขยายตัวออกเหมือนลูกโป่งที่พองตัว แพทย์จะได้เห็นความผิดปกติภายในได้อย่างละเอียด ใช้ระยะเวลาในการทำโดยเฉลี่ย 15-30 นาที

อาการที่อาจพบได้ภายหลังการตรวจ
1. อาการท้องอืดท้องเฟ้อ หรือปวดมวนท้องเล็กน้อยหลังรับการส่องกล้อง ซึ่งจะหายไปภายใน
   24 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น
2. เจ็บบริเวณท้องน้อย หรือทวารหนัก อาการเหล่านี้จะค่อยๆทุเลาลง และหายไป

การปฏิบัติตัวภายหลังการตรวจ

1. ให้สังเกตอุจจาระ อาจมีเลือดปนบ้างเล็กน้อย ถ้ามีเลือดออกมากผิดปกติ ให้รีบไปพบแพทย์

2. รายที่ได้รับยาระงับความรู้สึกทางหลอดเลือดดำ โดยผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวขณะตรวจ ห้ามขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร หรืองานที่ต้องใช้การตัดสินใจอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

3. ต้องรอให้ถึงวันนัด

วันจันทร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

โรคลำไส้แปรปรวน (IBS - Irritable bowel syndrome)

โรคลำไส้แปรปรวน (IBS - Irritable bowel syndrome)

        
เป็นโรคที่พบบ่อยโรคหนึ่ง ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานผิดปกติของระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งลำไส้ โดยที่ไม่พบความผิดปกติอะไรที่โครงสร้างของอวัยวะในระบบทางเดินอาหารและไม่มีพยาธิสภาพอื่นใด



          ภาวะลำไส้แปรปรวนเป็นภาวะที่มีความผิดปกติในการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ทำให้มีอาการปวดท้อง ถ่ายบ่อย โดยผู้ป่วยจะมาด้วยอาการปวดท้องร่วมกับมีการขับถ่ายที่ผิดปกติไป โดยอาจจะมีอาการท้องผูก ท้องเสีย หรือท้องผูกสลับกับท้องเสีย ซึ่งอาการปวดท้องมักจะปวดบีบเกร็งบริเวณท้องน้อยด้านล่าง โดยเฉพาะด้านซ้ายและอาการมักจะดีขึ้นหลังจากถ่ายอุจจาระร่วมกับอาจมีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะอุจจาระ เช่นถ่ายเป็นน้ำหรืออุจจาระเป็นก้อนแข็ง โดยไม่ควรมีสัญญาณอันตราย ได้แก่ น้ำหนักลด ถ่ายเป็นเลือด ถ่ายดำ มีไข้หรือคลำก้อนในท้องได้

สาเหตุ

    แม้จะเป็นภาวะที่พบได้บ่อยแต่ปัจจุบันก็ยังไม่พบสาเหตุที่แน่นอน ซึ่งเชื่อว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
1. การบีบตัวของลำไส้ที่ผิดปกติ ซึ่งอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงกว่าปกติ และมักจะตอบสนองไวต่อ
ความเครียด

2. การรับรู้ของระบบทางเดินอาหารไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ โดยตัวกระตุ้นที่พบได้บ่อย คือ อาหาร หรือเครื่องดื่มบางชนิด เช่น คาเฟอีน, ความเครียด การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ซึ่งจะทำให้มีการบีบตัวของลำไส้เปลี่ยนแปลงไปแล้วก่อให้เกิดอาการ

3. อาจเกิดจากร่างกายสร้างสารต้านการติดเชื้อของลำไส้ เพราะในผู้ป่วยบางราย พบเกิดโรคนี้ตามมาภายหลังมีการอักเสบติดเชื้อของลำไส้ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเกิดจาการติดเชื้อทำลายเยื่อบุลำไส้มีผลต่อเส้นประสาทที่ลำไส้เกิดความไวต่อสิ่งกระตุ้น

4. ภาวะจิตใจ เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มีภาวะวิตกกังวล หรือโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น



อาการ

          โรคลำไส้แปรปรวนเป็นโรคเรื้อรัง ดังนั้นอาการต่างๆจึงมักเป็นๆหายๆ บางครั้งอาการอาจดีขึ้น ไม่มีอาการเป็นหลายๆเดือนแล้วกลับมามีอาการใหม่อีก โดยอาการพบบ่อยของโรคลำไส้แปรปรวน ได้แก่
1. ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลม มากในท้อง
2. ปวดท้องซึ่งอาการปวดท้องจะดีขึ้นหลังการขับถ่าย หลังจากนั้นก็กลับมาปวดท้องใหม่
3. ท้องผูก หรือ ท้องเสีย หรือมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย เป็นๆหายๆ  แต่ไม่มีเลือดปน
4. มีอาการคล้ายอุจจาระไม่หมด, ไม่สุด
5. กลั้นอุจจาระไม่อยู่ เมื่อปวดอุจจาระต้องเข้าห้องน้ำทันที

          อาการของโรคมักรุนแรงขึ้นเมื่อกินอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มบางชนิด เช่น นม กาแฟ   เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารมัน กินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมาก หรือผัก ผลไม้บางชนิด ช่วงมีประจำเดือน หรือช่วงมีความเครียด แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยเหล่านี้แตกต่างกันได้ในแต่ละบุคคลซึ่งควรต้องสังเกตด้วยตนเอง


การรักษา




          แนวทางการรักษาโรคลำไส้แปรปรวน ได้แก่การรักษาตามอาการ เช่น กินยาแก้ท้องเสีย   เมื่อท้องเสียบ่อย ใช้ยาแก้ท้องผูกเมื่อท้องผูก ยาคลายเครียด ยาลดการบีบตัวของลำไส้ ยาอื่นๆด้านจิตเวชเพื่อบรรเทาอาการเครียด และการปรึกษา โภชนากรเพื่อปรับเปลี่ยนประเภท ปริมาณ และพฤติกรรมการบริโภคอาหาร    


          โรคลำไส้แปรปรวนยังเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด การป้องกันจึงเป็นไปได้ยาก วิธีที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงปัจจัยบางอย่างดังที่กล่าวไว้ข้างต้น และการเข้าใจโรค เพื่อรักษาสุขภาพจิต ผ่อนคลายความเครียด และรีบมาพบแพทย์เมื่อมีโรคอื่นเข้ามาแทรก เช่น มีไข้สูง อุจจาระเป็นเลือด  ซีด หรือมีอาการปวดท้องผิดไปจากเดิมที่เคยเป็น ควรให้แพทย์วินิจฉัยแยกโรคอื่นๆของระบบทางเดินอาหารออกไป เช่น ลำไส้อักเสบ หรือโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพื่อความปลอดภัยและสบายใจ

โรคไบโพล่าร์ (Bipolar Disorder)

Embed from Getty Images  โรคไบโพล่าร์ (Bipolar Disorder)            ปัจจุบันโลกเราทุกวันนี้มีแต่การแข่งขัน แก่งแย่งกันตลอดเวลา จนทำ...