วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2560

คอพอก(Goiter)




คอพอก(Goiter) คือ โรคที่ต่อมไทรอยด์มีขนาดโตขึ้นผิดปกติจนสามารถมองเห็นหรือคลำพบซึ่งอาจโตขึ้นตลอดทั่วทั้งต่อมหรือเพียงกลีบใดกลีบหนึ่ง หรือเห็นเป็นก้อนเนื้อก้อนเดียว หรือเห็นเป็นก้อนเนื้อตะปุ๋มตะป่ำ ทั้งนี้เกิดโดยที่การทำงานของต่อมไทรอยด์อาจ ปกติ สูงกว่าปกติ หรือต่ำกว่าปกติ

สาเหตุของโรคคอพอก
          โรคคอพอก คือโรคที่ต่อมไทรอยด์(Thyroid)ซึ่งอยู่ที่คอโตขึ้นกว่าปกติ ทั้งนี้มีสาเหตุ 3 ประการคือ
1.จากการใช้ยาพวกแอนตี้ไทรอยด์(Antithyroid) เช่น อะมิโน ไทอะโซล(Amino thiazole)หรือยาไทโอ ไซยะเนต(Thiocyanate) ซึ่งเป็นยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยาไทโอไซยะเนตนี้จะไปกันไม่ให้ต่อมไทรอยด์รวมไอโอดิน ไอออน ต่อมไทรอยด์จึงทำงานน้อยลง ทำให้ผลิตสารไทรอกซินน้อยลงด้วย
2.ร่างกายได้รับสารกอยโตเจน จากพืชในตระกูลเดียวกับกะหล่ำปลีที่รับประทานเข้าไปสดๆแต่ถ้าทำให้สุกด้วยการต้มสารนี้จะถูกทำลายไป พืชในตระกูลเดียวกับกะหล่ำปลี เช่น กะหล่ำปลี ผักกาด ขึ้นฉ่าย หัวผักกาด และแครอท
3.ขาดธาตุไอโอดีน หรือรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนต่ำกว่าความต้องการของร่างกาย ในขณะที่ร่างกายต้องการธาตุนี้มากกว่าปกติ เช่น วัยรุ่น หญิงมีครรภ์และแม่ลูกอ่อน

อาการและอาการแสดง




       ไม่มีอาการอะไร นอกจากพบว่า มีต่อมไทรอยด์โตขึ้น อาการที่เกี่ยวเนื่องกับต่อมไทรอยด์เป็นพิษ คือมีอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น มือสั่น กินจุแต่ผอมลง เหงื่อออกมาก ขี้ร้อน หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจมีประจำเดือนลดลง ท้องเดิน และอาจพบการเปลี่ยนแปลงที่ตา เช่น ลูกตาโปน อาการเจ็บที่ก้อน มักพบในคอพอกที่เกิดจากการอักเสบของต่อมไทรอยด์ หรือมีเลือดออกในก้อน อาการจากการกดเบียดอวัยวะข้างเคียง พบในกรณีที่ก้อนโตมาก อาจมีอาการกลืนลำบาก(กดหลอดอาหาร) หายใจลำบาก(มีการกดเบียดของหลอดลม) อาการจากการลุกลามของก้อน อาจมีอาการเสียงแหบ จากการลุกลามไปที่เส้นประสาทเลี้ยงสายเสียง ถ้ามีอาการนี้ มักเป็นมะเร็ง อาการของการกระจายของมะเร็ง อาจพบต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโตขึ้น หรือมีอาการปวดกระดูก

การวินิจฉัย
       แพทย์วินิจฉัยว่ามีคอพอกได้จากการตรวจคลำต่อมไทรอยด์ และตรวจหาสาเหตุของคอพอกได้จากประวัติอาการของผู้ป่วย ประวัติทางการแพทย์ต่างๆ เช่น ถิ่นที่อยู่อาศัย ลักษณะประเภทอาหารที่บริโภคเป็นประจำ การเจ็บป่วยในปัจจุบันและในอดีต ประวัติครอบครัว และประวัติการใช้ยาต่างๆ การตรวจร่างกาย การตรวจเลือดดูค่าการทำงานของต่อมไทรอยด์ และอาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติม ทั้งนี้ขึ้นกับอาการผู้ป่วย ความผิดปกติที่แพทย์ตรวจพบ และดุลพินิจของแพทย์ เช่นตรวจเลือดดูค่าฮอร์โมนอื่นๆที่อาจเกี่ยวข้อง และการตรวจภาพต่อมไทรอยด์ด้วยอัลตราซาวด์หรือ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือด้วยการกินน้ำยาแร่รังสี ซึ่งเป็นการตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ที่เรียกว่า ไทรอยด์สแกน  บางครั้งอาจต้องเจาะ/ดูดเซลล์จากต่อมไทรอยด์เพื่อการวินิจฉัยโรค เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคต่อมไทรอยด์อักเสบ

การรักษา
       แนวทางการรักษาโรคคอพอก ขึ้นกับอาการและสาเหตุ โดยอาจไม่จำเป็นต้องมีรักษา เมื่อผู้ป่วยมีอาการปกติ การทำงานของต่อมไทรอยด์ปกติ และขนาดต่อมไทรอยด์ไม่โตมาก เพียงปรับประเภทอาหารให้มีธาตุไอโอดีนสูงขึ้น เช่น อาหารทะเล สาหร่ายทะเล และใช้เกลือที่ผสมไอโอดีนในการปรุงอาหาร ให้กินยาไทรอยด์ฮอร์โมนเมื่อพบมีภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ และให้ยารักษาในเมื่อมีอาการของโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ หรืออาจรักษาด้วยการกินน้ำแร่รังสี ทั้งนี้ขึ้นกับสุขภาพผู้ป่วย อายุ และดุลยพินิจของแพทย์ในบางอาการ หรือบางสาเหตุ อาจต้องผ่าตัด เช่นต่อมไทรอยด์โตมากจนก่ออาการกดเบียดอวัยวะข้างเคียง หรือเมื่อสงสัยว่าอาจเป็นโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์

การป้องกัน
       การป้องกันโรคคอพอก คือการป้องกันสาเหตุ ซึ่งบางสาเหตุป้องกันได้ บางสาเหตุป้องกันไม่ได้ แต่ดังได้กล่าวว่า โรคคอพอกส่วนใหญ่เกิดจากการขาดธาตุไอโอดีนในอาหาร ดังนั้นการกินอาหารที่มีธาตุไอโอดีน จะช่วยป้องกันโรคคอพอกที่เกิดจากขาดธาตุไอโอดีนได้ แต่ถ้ากินไอโอดีนมากไปก็มีโอกาสเกิด   คอพอกได้เช่นกัน ดังนั้น การกินไอโอดินต้องให้มีปริมาณเหมาะสม ไม่กินอาหารทะเลมาก บ่อยเกินไป ดูปริมาณไอโอดีนในวิตามิน เกลือแร่เสริมอาหารเสมอ แต่ถ้าอยู่ในถิ่นที่สิ่งแวกล้อมขาตุไอโอดีน ก็ควรใช้ เกลือ หรือน้ำปลาปรุงอาหารชนิดเป็นเกลือไอโอดีน หรือจากปลาทะเล



อาการเสียวฟันคืออะไร ?



      ผู้คนจำนวนมากประสบปัญหาอาการเสียวฟัน โดยมักจะเกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มร้อน เย็น หวาน หรือเปรี้ยว เข้าไป ภายใต้สภาวะปกติ บริเวณเนื้อฟันแนวรากของฟัน (ชั้นที่อยู่ล้อมรอบเส้นประสาท) ที่เคลือบด้วยสารเคลือบฟันในตัวฟันและเหงือกที่ ล้อมรอบฟัน เมื่อเวลาผ่านไป สารเคลือบฟันดังกล่าวสามารถบางลง นั่นจึงทำให้การป้องกันลดน้อยลง และเหงือกยังอาจร่นได้ตลอดเวลา เผยให้เห็นพื้นผิวรากฟันที่อยู่ใต้เนื้อฟัน เนื้อฟันมีจำนวนรูหรือท่อที่เชื่อมต่อจากด้านนอกของฟันไปที่ศูนย์กลางเส้นประสาท เมื่อเนื้อฟันเผยออกมา ท่อเหล่านี้จะอาจถูกกระตุ้นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหรืออาหารบางชนิด

อะไรเป็นสาเหตุของอาการเสียวฟัน?



การเผยของเนื้อฟันอาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลาย ปัจจัย สาเหตุบางส่วนที่พบบ่อยมากขึ้นคือ

- ภาวะเหงือกร่นเนื่องจากอายุ หรือการแปรงฟันที่ไม่เหมาะสม

- เครื่องดื่มที่เป็นกรด (เช่น โซดา) ที่ก่อให้เกิดการกัดกร่อนเคลือบฟันและ การเผยของเนื้อฟัน

- การบดฟัน – ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการรู้สึกเสียวแปลบ ทั้งหมดของฟัน

- การแปรงฟันด้วยยาสีฟันด้วยการขัดถูมากๆ การแปรงฟันไม่ถูกวิธี หรือ การแปรงฟันมากกว่าสามครั้งต่อวัน อาจทำให้เกิดการสูญเสียของสารเคลือบฟัน

- โรคเหงือก ซึ่งอาจมีผลทำให้เหงือกร่นได้

- ฟันบิ่นหรือหักอาจทำให้เผยให้เห็นเนื้อฟัน

ต้องทำอย่างไรได้บ้าง?
   ขั้นตอนแรกในการลงมือจัดการเกี่ยวกับอาการเสียว ฟันทางทันตกรรม นั่นคือ การหาสาเหตุให้พบ ทันตแพทย์มืออาชีพสามารถช่วยคุณในเรื่องนี้ได้ ถ้าความรู้สึกเสียวฟันเนื่องจากการเผยเนื้อฟัน มีขั้นตอนหลายขั้นตอนที่คุณสามารถทำได้ เช่น ให้ผู้เชี่ยวชาญทางทันตกรรมช่วยหาวิธีลดอาการ เสียวฟัน วิธีการเหล่านี้ได้แก่

- การใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงที่อ่อนนุ่ม

- การแปรงฟันอย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกัน การเสียดสีของสารเคลือบฟันและภาวะ เหงือกร่นได้

- การใช้ยาสีฟันสูตรพิเศษที่จะช่วยลดอาการ เสียวฟัน

- ผู้เชี่ยวชาญทางทันตกรรมสามารถ:

- ใช้การเคลือบฟลูออไรด์ในบริเวณที่สำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความ แข็งแรงของฟัน

- กำหนดให้ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์สูงแปรงฟันทุกวัน

- ใส่ตัวยาช่วยฟื้นฟูทางทันตกรรม เพื่อช่วยเสริมสร้างบริเวณที่สูญเสียเคลือบฟัน



เราจะรู้ว่ามีอาการเสียวฟันได้อย่างไร 
   ถ้าคุณเคยรู้สึกปวดเวลาดื่ม/รับประทานน้ำ/อาหารที่ร้อนหรือเย็น คุณกำลังมีอาการเสียวฟัน แต่ไม่ได้เป็นเพียงแค่คุณคนเดียวเท่านั้น หนึ่งในสี่ของผู้ใหญ่จะพบอาการเสียวฟันซึ่งเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

เราจะรักษาอาการเสียวฟันได้อย่างไร 
   แรกสุดคือการพบทันตแพทย์ อาการเสียวฟันสามารถรักษาให้หายได้ ทันตแพทย์อาจจะสั่งเจลฟลูออไรด์สำหรับแปรงฟัน หรือน้ำยาบ้วนยาฟลูออไรด์ให้ คุณอาจจะลองใช้แปรงสีฟันที่ลดแรงเสียดทานสำหรับผู้ที่มีอาการเสียวฟันโดยเฉพาะ ควรปรึกษาทันตแพทย์ว่าผลิตภัณฑ์ลดการเสียวฟันชนิดไหนที่เหมาะกับคุณ ควรระวังในการแปรงฟันให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้ฟันเสียจนเกิดอาการเสียวฟัน การแปรงที่แรงเกินไป การรัดของฟันปลอม และลวดดัดฟันสามารถทำให้เกิดการเสียดสีและทำลายผิวฟันได้


อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา


        ในปัจจุบันผู้คนให้ความสนใจในการออกกำลังกายและเล่นกีฬามากขึ้นรวมทั้งมีการจัดการแข่งขันทั้งในระดับนักเรียน อุดมศึกษา ประชาชนทั่วไปและระดับชาติ ผลจากการแข่งขันประการหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การได้รับบาดเจ็บจากการกีฬาในแง่ต่างๆมากมายทั้งที่เกิดจากอุบัติเหตุและเกิดจากการฝึกซ้อมมากเกินไปหรือแม้แต่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในการปฐมพยาบาลทำให้นักกีฬาผู้นั้นมีประสิทธิภาพลดลง เล่นกีฬาได้ไม่เต็มที่เกิดเป็นโรคเรื้อรังประจำตัวทำให้เล่นกีฬาไม่ได้หรือแม้แต่จะออกกำลังกายก็ยังทำไม่ได้ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียใจมาก

       การเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันเพราะจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์และมีสุขภาพดีขึ้นได้ แต่ถ้ามีการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ขาดความระมัดระวังก็อาจเกิดการบาดเจ็บและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน ดังนั้นการมีความรู้ ความเข้าใจ เจตคติ และการปฏิบัติที่ถูกต้องต่อการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายจะช่วยให้การบาดเจ็บหายเร็วขึ้นและสามารถกลับไปเล่นกีฬานั้นๆได้อีกด้วยความปลอดภัย


ปัญหาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพหรือกีฬาเพื่อการแข่งขันมีสาเหตุหลักจากความไม่พร้อมของกล้ามเนื้อก่อนการใช้งานซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะบาดเจ็บจากการเล่นกีฬามีหลายสาเหตุได้แก่

   1. โครงสร้างที่ผิดปกติของร่างกายของนักกีฬา

 2. การขาดทักษะการใช้งานที่ถูกต้อง เช่น การใช้งานของกล้ามเนื้อที่ไม่สัมพันธ์กับท่าทางที่เหมาะสมกับกีฬานั้นๆการขาดทักษะในการเคลื่อนไหวที่เฉพาะเจาะจงกับแต่ละประเภทกีฬา ซึ่งต้องอาศัยหลักทางฟิสิกส์ร่วมกับกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของร่างกายที่สัมพันธ์กับวิทยศาสตร์การเคลื่อนไหวอย่างถูกหลักวิธี

   3. ใช้กล้ามเนื้อระหว่างการเล่นกีฬานั้นๆ ไม่ถูกต้อง/ไม่เหมาะสม ใช้งานซ้ำๆอย่างต่อเนื่องหรือมีการใช้งานกล้ามเนื้อมัดใดมัดหนึ่งมากเกินไป

   4. ขาดการเตรียมความพร้อมก่อนและหลังการเล่นกีฬา ไม่ว่าจะเป็น

        -ระยะเวลาการฝึกซ้อมไม่เพียงพอ

        -รูปแบบการฝึกซ้อมไม่เหมาะสมกับประเภทกีฬานั้นๆและขาดความต่อเนื่องของการฝึกซ้อม

        -ไม่มีการยืดกล้ามเนื้อก่อน/หลัง และระหว่างการเล่นกีฬาอย่างถูกต้องและเพียงพอ

        -ไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและถูกวิธีเมื่อได้รับบาดเจ็บ

   5. การเลือกใช้ชนิดหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นกีฬาไม่เหมาะสมกับกีฬาแต่ละประเภท เช่น รองเท้า ชุดกีฬา อุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์ออกกำลังกาย

   6. การฝึกซ้อมไม่เฉพาะเจาะจงกับประเภทกีฬา เนื่องจากผู้ให้คำแนะนำในการฝึกซ้อมขาดความรู้ในประเภทกีฬานั้นๆ

   7. พักผ่อนไม่เพียงพอหลังการออกกำลังกาย

การป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บและป้องกันไม่ให้กลับมาเกิดการบาดเจ็บอีก


 1. ให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพโครงสร้างของร่างกายและฟังก์ชั่นการทำงานของกล้ามเนื้อและกระดูกที่ถูกต้องโดยมีความเฉพาะเจาะจงต่อบุคคลและประเภทกีฬา

 2. วางแผนการออกกำลังกายด้วยการทดสอบสมรรถนะของกล้ามเนื้อเพื่อนำมาปรับแนวทาง/รูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้นๆ เช่น ความหนัก จำนวนครั้ง ความถี่ในการออกกำลังกาย เป็นต้น

 3. ให้ความรู้ในการดูแลกล้ามเนื้อทั้งก่อน/หลังและระหว่างการออกกำลังกายให้เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย และสามารถนำไปใช้ในขณะเล่นกีฬาได้อย่างถูกต้อง

   4. แนะนำอุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์ช่วยพยุงต่างๆ ที่เหมาะสมในการเล่นกีฬา ซึ่งรวมถึงความรู้ในการใช้งานเพื่อไม่ทำให้เกิดการใช้งานอย่างไม่ถูกต้อง และส่งผลเสียต่อกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานอย่างผิดๆ ทั้งนี้ในขณะที่ยังมีอาการบาดเจ็บและต้องเล่นกีฬาชนิดนั้นๆ ในการแข่งขัน การใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงต่างๆ เช่น การใส่เฝือกอ่อน อุปกรณ์ช่วยพยุงต่างๆ การใช้เทปช่วยพยุง ล้วนมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการช่วยลดอาการ

เจ็บปวดระหว่างการแข่งขันลดการใช้งานกล้ามเนื้อโดยตรง และช่วยพยุงให้กล้ามเนื้อนั้นใช้งานในส่วนที่ยังทำงานได้บ้างโดยไม่เป็นเพิ่มอาการบาดเจ็บให้กับกล้ามเนื้อนั้นๆนอกจากนี้เทปช่วยพยุงยังใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อกรณีกล้ามเนื้อได้รับการบาดเจ็บหรือนักกีฬามีโครงสร้างที่ผิดปกติ เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานได้ถูกต้อง ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ



การรักษา


การรักษาส่วนใหญ่มักไม่ต้องผ่าตัดการรักษาอาการบาดเจ็บในการเล่นกีฬา ในช่วง 1-3 วันแรก จะใช้หลักการที่เรียกว่า RICE

Rest: พัก หยุดการเคลื่อนไหว ในส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ หรือลดกิจกรรมและพยายามลดการลงน้ำหนักบริเวณที่บาดเจ็บ

Ice: ประคบเย็น บริเวณที่บาดเจ็บ ครั้งละ 15-20 นาที ทุก 2-3 ชั่วโมง

Compression:พันกระชับส่วนที่บาดเจ็บด้วยม้วนผ้ายืด elastic bandage

Elevation: ยกส่วนที่บาดเจ็บให้สูง เพื่อช่วยลดบวม




ฉะนั้นในการเล่นกีฬาถ้ารู้จักการป้องกัน มีการเตรียมความพร้อมก่อนการเล่นกีฬาหรือการซ้อม รวมทั้งการรักษาที่ถูกวิธี ทุกคนจะสามารถออกกำลังกายและเล่นกีฬาได้อย่างมีความสุข ไม่ว่าเป็นการออกกำลังกายเพื่อแข่งขันหรือออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ


วันพุธที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เสียงแหบ



เสียงแหบ คือ ภาวะที่มีเสียงเปลี่ยนผิดปกติไปจากเดิม เช่น เสียงเบาลง เสียงหยาบ เสียงเค้น เสียงสูงหรือต่ำกว่าปกติ ไม่มีเสียง เสียงขาดหาย เป็นช่วงๆ
อวัยวะที่ทำให้เกิดเสียง หรือที่เรียกว่ากล่องเสียง ตั้งอยู่ภายในบริเวณลำคอใต้โคนลิ้นลงไปในผู้ชายจะเห็นชัดคือส่วนที่เราเรียกว่า ลูกกระเดือก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกล่องเสียง ภายในกล่องเสียงประกอบด้วยกล้ามเนื้อ 2 ชิ้น ที่เราเรียกว่าสายเสียง ขึงตึงจากด้านในของลูกกระเดือกไปยังส่วนหลังของกล่องเสียง สายเสียงนี้สามารถเคลื่อนไหวเปิดปิดให้ลมหายใจเข้าออกได้  แรงดันของลมจากในปอดเคลื่อนขึ้นมาขณะที่สายเสียงปิดอยู่ทำให้มีการสั่นสะเทือนของสายเสียง  กลายเป็นเสียงและเสียงก็จะถูกปรับปรุงให้เป็นคำพูดที่ชัดเจนโดยอวัยวะในช่องปากซึ่งได้แก่ ลิ้น ฟัน เพดาน และอื่น ๆ



เสียงแหบเกิดจากสาเหตุใหญ่ 2 ประการ คือ 

1. ความผิดปกติในโครงสร้างของสายเสียง 
2.ความผิดปกติในการทำหน้าที่ของสายเสียง

ในกลุ่มเสียงแหบที่เกิดจากความผิดปกติของตัวสายเสียงเองนั้น อาจจะได้แก่ 

  ความพิการตั้งแต่กำเนิด เช่น มีแผ่นเยื่อบาง ๆ ขึงระหว่างสายเสียงทั้ง 2 ข้าง 
 การอักเสบของกล่องเสียงจากการติดเชื้อ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากเชื้อไวรัส เช่นขณะเป็นหวัด หรือจากเชื้อแบคทีเรีย ที่พบได้แต่น้อยเช่นวัณโรคปอด ที่ทำให้มีอาการไอเรื้อรังหรือมีความผิดปกติของสายเสียงเอง

กล่องเสียงอักเสบจากภาวะกรดไหลย้อนคือภาวะน้ำย่อยในกระเพาะออกมาระคายเคืองที่กล่องเสียง บางคนอาจมีอาการเรอเปรี้ยว แสบในอกร่วมด้วย  รู้สึกคล้ายมีก้อนจุกอยู่ในคอ มีเสมหะเหนียวๆ ในคอ และระคายคอ
กล่องเสียงอักเสบจากการสูบบุหรี่ ควันบุหรี่ทำให้มีการระคายเคืองของกล่องเสียงและสายเสียง รวมทั้งเป็นปัจจัยเสียงของการเกิดมะเร็งกล่องเสียงด้วย
 ติ่งเนื้อที่เกิดจากการใช้เสียงมาก ใช้เสียงผิดวิธี หรือเนื้องอกของสายเสียง แบ่งได้เป็นชนิดร้ายแรงและชนิดไม่ร้ายแรง
การได้รับกระแทกบริเวณกล่องเสียง อาจทำให้กระดูกอ่อนของกล่องเสียงแตกหัก
ไฟลวกบริเวณใบหน้าหรือส่วนบนของลำตัว หายใจเอาลมร้อนจัดเข้าไปลวกเยื่อบุของทางเดินหายใจรวมทั้งกล่องเสียง 
สาเหตุอื่นเช่น ภูมิแพ้  เสียงแหบขณะมีรอบประจำเดือน หรือสายเสียงที่เปล่ยนแปลงเมื่ออายุมากขึ้น
ส่วนกลุ่มที่เกิดจากความผิดปกติในการทำหน้าที่ของสายเสียงโดยที่ไม่พบพยาธิสภาพของเส้นเสียง ได้แก่

          - อัมพาตของสายเสียง คือสายเสียงไม่สามารถขยับได้ตามปกติ อาจเป็นข้างเดียวหรือ 2 ข้าง สาเหตุที่พบบ่อย คือ ภายหลังการผ่าตัดต่อมธัยรอยด์ที่คอ แล้วมีการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของสายเสียง ทำให้สายเสียงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ, มะเร็งต่อมธัยรอยด์, อัมพาตของสายเสียงอาจเกิดจากพยาธิสภาพในส่วนของปอดหรือทรวงอก เช่น มะเร็งในปอด เส้นเลือดในทรวงอกโป่งพอง เป็นต้น
          - พวกที่ใช้เสียงผิดจนติดเป็นนิสัย 
          - พวกที่มีความผิดปกติทางด้านจิตใจ อาจทำให้เกิดเสียงเปลี่ยน หรือไม่มีเสียงเลยได้

เสียงแหบจากหวัดหรือคออักเสบ สามารถรักษาได้โดยแพทย์ทั่วไป แต่ถ้าแหบนานเกิน 2 สัปดาห์หรือไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน ควรมาพบแพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก เพื่อตรวจสายเสียงและกล่องเสียงโดยตรง ปัญหาเสียงแหบควรได้รับการแก้ไขโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ คือ แพทย์และบุคลากรด้านนี้โดยตรง
เมื่อไรที่ควรพบแพทย์หู คอ จมูก
►   เสียงแหบนานเกินกว่า 2-3 สัปดาห์
►   เมื่อมีเสียงแหบร่วมกับเจ็บในคอ (ที่ไม่ใช่หวัด) ไอเป็นเลือด มีอาการกลืนลำบาก รู้สึกมีก้อนในคอ คลำได้ก้อนที่คอ
แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจสายเสียง และกล่องเสียง โดยใช้กระจกส่องตรวจที่บริเวณกล่องเสียง บางครั้งอาจใช้กล้องขนาดเล็ก (Fiberoptic Laryngoscope) ส่องผ่านจากจมูกลงไปที่คอเพื่อดูกล่องเสียง และบันทึกเทปไว้ การตรวจวิธีนี้ไม่ทรมาน และไม่เจ็บ ถ้าพบก้อนเนื้องอกที่น่าสงสัย แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อบางส่วนไปตรวจ เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แน่นอนและให้การรักษาอย่างถูกต้องต่อไป
การปฏิบัติตัวเมื่อมีอาการเสียงแหบ
►   พักการใช้เสียง หรือใช้เสียงเท่าที่จำเป็น
►   ฝึกการออกเสียงที่ถูกต้อง ในกรณีที่ใช้เสียงผิดวิธี เช่น ชอบตะโกน ตะเบ็งเสียงเป็นประจำ
►   หลีกเลี่ยงควันบุหรี่
►   หลีกเลี่ยงสารที่ทำให้ร่างกายขาดน้ำ เช่น แอลกอฮอล์ คาเฟอีน ดื่มน้ำเปล่ามากๆ
►   หลีกเลี่ยงภูมิอากาศที่แห้งแล้ง
►   หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด

      ส่วนการรักษานั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เป็น ส่วนใหญ่สามารถรักษาให้หายได้หากเกิดจากการอักเสบติดเชื้อ ถ้ามีตุ่มหรือก้อนเนื้อที่สายเสียงบางครั้งอาจต้องใช้วิธีส่องกล้องเพื่อตัดก้อนเนื้อออก ส่งชิ้นเนื้อตรวจเพื่อการวิจฉัยและการรักษาต่อไป


คออักเสบ (Pharyngitis)




         คออักเสบ (Pharyngitis) เป็นภาวะการณ์อักเสบของเนื้อเยื่อในลำคอที่อยู่บริเวณหลังช่องปากเข้าไปมีการอักเสบ บวม ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บคอเป็นสำคัญ และเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งมีทั้งกลุ่มโรคติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ แต่สาเหตุที่พบบ่อยๆจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียเป็นส่วนใหญ่
          คออักเสบเป็นภาวะติดเชื้อที่พบได้บ่อยมาก สามารถพบเกิดได้ในทุกช่วงอายุ แต่ในเด็กจะพบได้บ่อยกว่าในผู้ใหญ่ ความรุนแรงของโรคมักมีไม่มาก และสามารถหายได้เองภายในไม่กี่วันถ้าเกิดการติดเชื้อไวรัส แต่ถ้าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียอาจทำให้มีอาการนานกว่า

สาเหตุของคออักเสบ
          คออักเสบส่วนใหญ่กว่า 90% เกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ อีสุกอีใส คอตีบหรือกลุ่มอาการครุ้ป (Croup) โรคหัด หรือไวรัสเอชไอวีเป็นต้น อีกส่วนหนึ่ง คออักเสบอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่นโรคคออักเสบ (Strep Throat)จากแบคทีเรียสเตรปโทค็อคคัส(Streptococcus) โดยการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียมักเกิดจากการที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อซึ่งกระจายอยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ หรือสัมผัสกับเชื้อโดยตรง ส่วนสาเหตุอื่นๆที่อาจเป็นปัจจัยทำให้เกิดคออักเสบ ได้แก่
   1.สภาพอากาศหนาวเย็น อยู่ในช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาว ซึ่งเอื้อต่อการระบาดของไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
   2.มีสิ่งที่ทำให้เกิดการระคายเคืองภายในลำคอ
   3.กล้ามเนื้อตึงในคอ
   4.อาการแพ้ หรือเป็นโรคภูมิแพ้
   5.กรดไหลย้อน
   6.ป่วยด้วยการติดเชื้อบริเวณไซนัสบ่อยๆ
   7.มีเนื้องอกบริเวณลำคอ ลิ้น หรือกล่องเสียง
   8.อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เจ็บคอ คออักเสบ หรือเป็นไข้หวัด
   9.อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อ
   10.สูบบุหรี่ หรืออยู่ใกล้ผู้ที่สูบบุหรี่แล้วได้รับควันบุหรี่เข้าสู่ร่างกาย

อาการของคออักเสบ
      บริเวณที่เป็นคออักเสบจะอยู่พื้นที่ระหว่างหลังโพรงจมูกกับกล่องเสียง เมื่อเชื้อเข้ามาจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้นและทำลายเซลล์จนเกิดการอักเสบ โดยถ้าเป็นเชื้อไวรัสมักจะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 1-3 วัน แต่ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรียจะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2-5 วัน
1.ในรายที่คออักเสบจากเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่จะไม่เจ็บตอนกลืน ผนังคอหอยอาจมีลักษณะแดงเพียงเล็กน้อยหรือไม่ชัดเจน ร่วมกับมีอาการหวัด น้ำมูกใสไหล ไอ เสียงแหบ มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะเล็กน้อย ตาแดง บางรายอาจมีอาการท้องเดินหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย
2.ในรายที่คออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอมากจนกลืนน้ำและอาหารลำบาก ผนังคอหอยหรือเพดานอ่อนมีลักษณะแดงจัดและบวม มีจุดหนองที่คอหอย มักจะไม่มีอาการน้ำมูกไหล ไอ หรือตาแดงแบบการอักเสบจากไวรัส แต่จะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และอาจพบต่อมน้ำเหลืองโต บางรายอาจมีอาการปวดท้องหรืออาเจียนร่วมด้วย



การวินิจฉัยคออักเสบ


          แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้จากลักษณะทางคลินิก เช่นประวัติอาการของผู้ป่วย การตรวจร่างกาย การตรวจดูในลำคอ การตรวจคลำต่อมน้ำเหลืองลำคอ และอาจร่วมกับการตรวจทางหู คอ จมูก แต่ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติม เช่นการตรวจย้อมเชื้อและหรือเพาะเชื้อจากสารคัดหลั่ง เมหะ หรือจากลำคอ การตรวจเลือด(CBC) การตรวจปัสสาวะ การตรวจเลือดเพื่อดูสารก่อภูมิต้านทานโรคติดเชื้อต่างๆ การเอ็กซเรย์ภาพปอดในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการไอมากร่วมกับมีเสมหะมาก

การปฏิบัติตนเมื่อคออักเสบ
   1.ควรหยุดงาน หยุดเรียน จนกว่าไข้จะลดลงแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
   2.ควรแยกของใช้ส่วนตัวโดยเฉพาะแก้วน้ำ ช้อน จาน ชามออกจากผู้อื่น และเวลาไอหรือจามควรใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูกเสมอ
   3.รักษาสุขอนามัยพื้นฐานให้ดี เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อรุนแรง และลดการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น
   4.พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำให้มากๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เมื่อไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำ
   5.รับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก น้ำซุป นม น้ำหวาน เป็นต้นโดยรับประทานครั้งละน้อยๆแต่บ่อยครั้ง
   6.กลั้วคอด้วยน้ำเกลือวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อรักษาความสะอาดของช่องปากและเพื่อให้ช่องปากชุ่มชื้น
   7.งดการใช้เสียง งดการสูบบุหรี่และงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
   8.ถ้ามีไข้สูงให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว หลีกเลี่ยงการอาบน้ำเย็น และรับประทานยาพาราเซตตามอลเป็นครั้งคราวเมื่อมีไข้หรือเจ็บคอมาก
   9.อมยาบรรเทาอาการเจ็บคอ ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป
  10.ถ้ามีอาการน้ำมูกหรือเสมหะเป็นสีเหลืองเขียว ปวดหู หูอื้อ มีไข้สูง หายใจหอบเหนื่อย หรือมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ หรืออาการคออักเสบเป็นอยู่นานเกิน 7 วัน ให้รีบไปพบแพทย์
  11.ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และรับประทานยาต่างๆที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วน ไม่หยุดยาเองแม้อาการจะดีขึ้น และไปพบแพทย์ตามนัดเสมอ
 12.ควรรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่ออาการต่างๆเลวลง  เช่นยังมีไข้สูง หรือมีอาการเจ็บคออีก หลังจากอาการเดิมดีขึ้นแล้ว ยังคงมีเสียงแหบหลังจากอาการต่างๆดีขึ้นแล้ว รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้น้อย มีผื่นขึ้นตามมาหลังจากมีไข้หรือหลังไข้ลง มีน้ำมูกหรือเสมหะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเหลืองหรือยังคงมีน้ำมูก เสมหะเรื้อรังหลังจากอาการต่างๆหายแล้ว

          ผู้ที่เป็นโรคคออักเสบมักจะเกิดในฤดูหนาวและติดต่อกัน ฉะนั้นเมื่อมีอาการต่างๆดังกล่าวเบื้องต้น โดยเฉพาะถ้าอาการไม่ดีขึ้น ให้รีบพบแพทย์ทันทีก่อนอาการจะลุกลามนะคะ





วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เวียนศีรษะบ้านหมุน (Vertigo)



          
               อาการเวียนศีรษะเป็นอาการที่คนส่วนใหญ่คงเคยประสบพบเจอ ซึ่งบางรายอาจมีอาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุน คืออาการเวียนศีรษะที่มากกว่าธรรมดา ความรู้สึกว่าตัวเองหรือสิ่งแวดล้อมหมุน พลิกตะแคง เอียง หรือมีการเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง ผู้ที่เป็นจะรู้สึกเสียการทรงตัว และมีอาการคลื่นไส้ หรืออาจจะมีอาเจียนร่วมด้วย เป็นอาการที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของระบบการทรงตัวของร่างกาย (vestibular system) ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่คอยรับการทรงตัวสมดุลของร่างกายในท่าทางต่างๆ เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นจึงทำให้มีอาการเวียนศีรษะแบบรู้สึกหมุน
              ปกติการทรงตัวของร่างกาย จะประกอบด้วยการทำงานที่ประสานกันของอวัยวะ 3 ส่วน คือ สายตา ระบบประสาทความรู้สึก และประสาทหูชั้นใน โดยมีสมองเป็นตัวควบคุม แปรผล และสั่งการ ตัวอย่างเช่น เราเดินบนถนน สายตาจะมองภาพสิ่งภายนอกที่สัมพันธ์กับร่างกายที่กำลังเคลื่อนที่ ประสาทความรู้สึกจะรับรู้ขาที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ส่วนหูชั้นในจะรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของร่างกายกับแรงโน้มถ่วงของโลก คลื่นสัญญาณต่างๆเหล่านี้จะวิ่งมาที่สมอง สมองก็จะประมวลผลสัญญาณต่างๆเหล่านี้ แล้วสั่งการให้อวัยวะส่วนต่างๆรักษาความสมดุลของร่างกายให้เดินอย่างคล่องแคล่ว สมดุลและสง่างาม แต่ในผู้ที่สูญเสียการทำงานของระบบ สูญเสียการควบคุมการทรงตัวเหล่านี้ ก็จะมีอาการต่างๆที่เกี่ยวกับ การรักษาสมดุลของร่างกาย และในความผิดปกตินี้บางครั้ง ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนขึ้นมาได้ ซึ่งแท้จริงแล้วอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน เป็นลักษณะของกลุ่มอาการเท่านั้น โดยที่โรคอะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดอาการแบบนี้ รวมๆเรียกว่า เวียนศีรษะบ้านหมุน

สาเหตุ



สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ได้แก่

   1) ความผิดปกติจากระบบทรงตัวในหูชั้นในรวมถึงเส้นประสาทที่เชื่อมต่อไปยังสมองส่วนกลาง ( peripheral vestibular system ) ความผิดปกติจากระบบนี้เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน โรคที่พบได้บ่อยได้แก่ โรคก้อนหินปูนเคลื่อนที่ในหูชั้นใน(Benign paroxysmal positional vertigo), โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease), โรคเส้นประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน (Sudden sensorineural hearing loss) นอกจากนี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่นเช่น การอักเสบหรือการติดเชื้อของระบบประสาทในหูชั้นใน, การบาดเจ็บหลังศีรษะได้รับความกระทบกระเทือน, เนื้องอกของเส้นประสาทจากหูชั้นใน เป็นต้น

   2) สาเหตุที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลางและสมอง ( central vestibular system ) ที่พบได้มากจะเป็นความผิดปกติของระบบหลอดเลือดในสมอง เช่น โรคไมเกรน, ภาวะขาดเลือดของระบบประสาทส่วนกลาง นอกจากนี้อาจมีสาเหตุจากเนื้องอกหรือการติดเชื้อของระบประสาทส่วนกลาง เป็นต้น

   3) สาเหตุจากโรคอื่นๆ เช่น ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบเลือด, ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, ผู้ป่วยโรคไต, กระดูกต้นคอเสื่อม เป็นต้น

 ในที่นี้ จะขอกล่าวถึง 2 โรคที่ทำให้เกิดอาการเวียนหมุนได้บ่อย ได้แก่ โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อนและโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

   1.โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน หรือโรคเวียนศีรษะขณะเปลี่ยนท่า (Benign paroxysmal positional vertigo :BPPV) เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่พบได้บ่อยที่สุด โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของหูชั้นใน จึงพบมากในผู้สูงอายุ อาการเฉพาะของโรคนี้คือ อาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่เกิดขึ้นทันทีทันใดในขณะเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ เช่น ระหว่างกำลังล้มตัวลงนอนหรือลุกจากที่นอน เงยหน้า ก้มหยิบของ เป็นต้น อาการมักจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ เป็นช่วงวินาทีที่ขยับศีรษะ แล้วอาการจะค่อยๆ หายไป ผู้ป่วยโรคนี้จะไม่มีอาการหูอื้อ ไม่พบการสูญเสียการได้ยินหรือเสียงผิดปกติในหู (ยกเว้นในรายที่เป็นโรคหูอยู่ก่อนแล้ว) รวมถึงไม่มีอาการทางระบบประสาท เช่นแขนขาชาหรืออ่อนแรง

   2.โรคน้ำในหูชั้นในผิดปกติหรือโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นใน โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่าอาการของโรคเป็นผลจากความผิดปกติของน้ำที่อยู่ภายในหูชั้นใน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเวียนศีรษะหมุนอย่างรุนแรง เป็นระยะเวลานานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน มีอาการคลื่นไส้อาเจียนและสูญเสียสมดุลของร่างกาย ทำให้เซหรือล้มได้ง่าย ร่วมกับมีอาการทางหู เช่นหูอื้อ แน่นในหู เหมือนมีลมออกหู มีเสียงดังในหู และหากเป็นบ่อยครั้งในระยะเวลานาน อาจส่งผลต่อการได้ยิน ทำให้มีเส้นประสาทหูเสื่อม


วิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน


   1.นอนพัก และหลับตา เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสมดุลอย่างเต็มที่

   2.หยุดทำกิจกรรมทุกอย่างโดยทันที เพราะอาการนี้ถึงแม้จะไม่อันตราย แต่ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะในขณะยังมีอาการ การปีนป่ายที่สูง การทำงานกับเครื่องจักร เป็นต้น

   3.ดื่มน้ำอุ่นๆการดื่มน้ำจะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ และช่วยไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ เพราะหากร่างกายขาดน้ำแล้วจะยิ่งทำให้เวียนศีรษะยิ่งกว่าเดิม

   4.รับประทานยาในกลุ่มไดเมนไฮดริเนต(dimenhydrinate)ซึ่งเป็นยาแก้เมารถ เมาเรือ จะช่วยให้อาการทุเลาไวขึ้น

โดยส่วนใหญ่แล้วอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน ไม่ใช่อาการที่เป็นอันตราย แต่เป็นอาการที่ควรระมัดระวัง เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ หากปฏิบัติตัวตามดังกล่าวเบื้องต้นแล้ว อาการยังไม่ทุเลาและหายไปภายใน 8-12 ชั่วโมง มีอาการอาเจียนรุนแรง จนไม่สามารถดื่มน้ำหรือทำอะไรได้ หรือเป็นบ่อย ก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคบางอย่าง จึงควรได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียด




วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

การฟื้นฟูสภาพข้อเข่าเสื่อม

          โรคข้อเข่าเสื่อม หมายถึง การที่กระดูกอ่อนของข้อมีการเสื่อมสภาพ ทำให้กระดูกอ่อนไม่สามารถเป็นเบาะรองรับน้ำหนัก และมีการสูญเสียคุณสมบัติของน้ำหล่อเลี้ยงเข่า เมื่อมีการเคลื่อนไหวของข้อเข่าก็จะเกิดการเสียดสีและเกิดการสึกหรอของกระดูกอ่อน ผิวของกระดูกอ่อนจะแข็งไม่เรียบ เมื่อเคลื่อนไหวก็จะเกิดเสียงดังในข้อเข่าเกิดอาการเจ็บปวด หากข้อเข่าอักเสบก็จะมีการสร้างน้ำข้อเข่าเพิ่มทำให้บวมตึงและปวด เอ็นรอบข้อจะมีขนาดใหญ่ขึ้น กล้ามเนื้อจะลีบลง เมื่อมีการเสื่อมมากขึ้นข้อเข่าก็จะมีการโก่งงอผิดรูป ซึ่งโดยปกติแล้วกระดูกอ่อนของคนเราเมื่อเกิดปัญหาหรือเสื่อมจะไม่สามารถรักษาได้ รอเพียงแค่เวลาให้เสียไปเพียงอย่างเดียว ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ คนทำงานที่ต้องใช้แรง นักกีฬาที่ประสบอุบัติเหตุ ส่งผลให้คุณภาพการใช้ชีวิตลดลง



อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม
  1. ปวดเข่า เมื่อมีการเคลื่อนไหว
  2. ลุกนั่งหรือเดินขึ้น ลง บันไดไม่คล่อง
  3. มีเสียงดังในข้อเวลาเคลื่อนไหวข้อเข่าบวม อักเสบ
  4. ข้อเข่าโก่งงอ ผิดรูป
  5. ข้อเข่ายึดติดไม่สามารถเหยียด หรืองอขาได้สุดเหมือนเดิม
สาเหตุของข้อเข่าเสื่อม

          สาเหตุของข้อเข่าเสื่อม เกิดจากกระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่ปกป้องส่วนปลายกระดูกข้อต่อเสื่อมลง ซึ่งทำให้เกิดอาการ ที่ได้กล่าวในข้างต้นตามมา เข่าเสื่อมที่มาจากสาเหตุอื่นหรือไม่ทราบสาเหตุ มีดังต่อไปนี้
  1. อายุ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งความเสี่ยงในการเกิดเข่าเสื่อมจะมีมากขึ้นเมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น โยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีอายุ 40 ปีขึ้นไป
  2. การบาดเจ็บ  ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ และแม้ว่าจะได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติแล้ว แต่ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดข้อเข่าเสื่อมได้ในอนาคต
  3. เพศ  เพศหญิงมีโอกาสเกิดข้อเข่าเสื่อมมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป
  4. โรคอ้วน ผู้ทีมีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน อาจทำให้ข้อต่างๆ โดยเฉพาะข้อเข่าต้องรับน้ำหนัก 3-4 เท่าต่อน้ำหนักตัว ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้เข่าเสื่อมได้เมื่อเวลาผ่านไป
  5. กรรมพันธุ์     ผู้ป่วยข้ออักเสบบางรายจะพบว่ามีประวัติของคนในครอบครัวเป็นโรคเข่าเสื่อม
  6. เกิดจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่นๆ เข่าเสื่อมอาจมีสาเหตุจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่นๆ ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดการทำลายของข้อต่อ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เก๊าท์


การฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม

          การฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม มีหลายวิธี เช่น การใช้ความร้อนเพื่อลดอาการปวดและคลายกล้ามเนื้อ การบริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรง การใช้สนับเข่า รวมทั้งการใช้ไม้เท้าหรือโครงโลหะช่วยเดินเพื่อแบ่งเบาแรงกระทำต่อข้อ และที่สำคัญยิ่งคือการให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับโรคที่เป็น รวมถึงแนวทางการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

แนวทางการักษาและฟื้นฟูอาการข้อเข่าเสื่อม 360 องศา

          การฟื้นฟูความแข็งแรงของโครงสร้างพยุงเข่า การทำกายภาพบำบัดในสระน้ำอุ่นเพื่อสร้างเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างพยุงรอบเข่า เช่นกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ด้วยคุณสมบัติด้านความร้อนของสระน้ำอุ่นและการนวดบำบัดในน้ำ ร่างกายจะมีการตอบสนองทางชีววิทยา โดยทุกส่วนของร่างกายที่อยู่ ในน้ำ จะได้รับแรงกดจากน้ำรอบตัวอันจะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตทั่วตัว ซึ่งเป็นประโยชน์อย่าง มากในการรักษาและบำบัดอาการของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น อาการปวดหลัง ปวดเข่า การปวดบริเวณคอและบ่า รวมไปถึงการช่วยบรรเทาการอักเสบของข้อต่อต่างๆ

กายภาพบำบัดหรือกิจกรรมบำบัด

          การกายภาพบำบัด เป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อเข่ามีความแข็งแรงและเรียนรู้วิธีเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อต่อจากนักกายภาพบำบัด ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้น ปวดน้อยลงและขยับเคลื่อนไหวได้มากขึ้น
          กิจกรรมบำบัด  ผู้ป่วยจะได้เรียนรู้วิธีใช้ชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม เช่นการทำงานบ้านหรือกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้มีความเจ็บปวดน้อยที่สุด

          ฉะนั้นการรักษาที่เป็นมาตราฐานผสมผสานกับวิธีการนอกกระแสที่ได้รับการศึกษาวิจัยและยืนยันผลสำเร็จแล้ว ทั้งนี้ได้คำนึงถึงการฟื้นฟูและจัดการกับปัจจัยสำคัญข้างต้นร่วมไปกับการรักษาอาการเฉพาะหน้า ดังนั้นในการรักษา ควรมีแพทย์ทางด้านกระดูกและข้อ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์ฝังเข็ม และทีมนักกายภาพบำบัดครบวงจร จะทำให้และฟื้นฟูข้อเข่าชะลอความเสื่อม ยืดอายุการใช้งานและเพิ่มคุณภาพการใช้งานของข้อมากขึ้น


ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค

โรคไบโพล่าร์ (Bipolar Disorder)

Embed from Getty Images  โรคไบโพล่าร์ (Bipolar Disorder)            ปัจจุบันโลกเราทุกวันนี้มีแต่การแข่งขัน แก่งแย่งกันตลอดเวลา จนทำ...