วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ไข้หวัดใหญ่



         

                       เป็นโรคติดเชื้อไวรัสของระบบทางเดินหายใจ เกิดขึ้นได้ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะ
    ในเด็ก  โรคนี้มักมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดาและมีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนได้มากกว่า
     สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งอยู่ในน้ำมูกและเสมหะของผู้ป่วย ผู้ป่วยจะมีอาการค่อนข้าง
    เร็วกว่าไข้หวัดธรรมดา ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียอย่างฉับพลัน

                       การติดต่อ                                                  ระยะติดต่อ
          1. เชื้อสามารถติดต่อจากคนหนึ่ง                       **   ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่น 
   ไปอีกคนหนึ่ง โดยการหายใจได้รับน้ำมูก                         คือ 1 วัน ก่อนเกิดอาการ
   หรือเสมหะของผู้ป่วย โดยเชื้อจะผ่าน                       **   5 วัน หลังมีอาการ
   เข้าทางเยื่อบุตา จมูก และปาก                                  **   ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วัน ก่อนมีอาการ
          2. การสัมผัสสิ่งปนเปื้อนเชื้อโรค                              และแพร่เชื้อได้นาน 10 วัน
   เช่น ผ้าเช็ดหน้า ช้อน แก้วน้ำ การจูบ
          3. การที่มือไปสัมผัสเชื้อแล้วขยี้ตา 
   หรือเอาเข้าปาก

                      อาการของโรค
           1. ไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน ระยะฟักตัว 1-4 วัน  โดยเฉลี่ย 2 วัน
                    -  ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างเฉียบพลัน
                    -  เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
                    -  ปวดตามแขน ขา ปวดข้อ ปวดรอบตัว
                    -  ไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียส
                    -  เจ็บคอและคอแดง มีน้ำมูกใสไหล ไอแห้งๆ ตามตัวจะร้อน แดง ตาแดง
                    -  อาการอาเจียน หรือท้องเดิน ไข้เป็น 2-4 วัน แล้วค่อยๆ ลดลง
                       แต่อาการคัดจมูกและแสบคอยังคงอยู่ โดยทั่วไปจะหายภายใน 1 สัปดาห์
           2.  สำหรับรายที่เป็นรุนแรง มักเกิดในผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังอยู่ก่อน และมักเกิดโรคแทรกซ้อน
                ที่ระบบอื่นด้วย เช่น
                    -  อาจจะพบการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก หรืออาการ
                       หัวใจวาย ผู้ป่วยจะเหนื่อย
                    -  ระบบประสาท พบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และสมองอักเสบ
                       ผู้ป่วยจะปวดศีรษะมากและซึม
                    -  ระบบหายใจ มีหลอดลมอักเสบ และปอดบวม ผู้ป่วยจะแน่นหน้าอก และเหนื่อย
                    -  โดยทั่วไป ไข้หวัดใหญ่มักจะหายในไม่กี่วัน แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายมีอาการไอ
                        และปวดตามตัวนาน 2 สัปดาห์  มักจะเกิดอาการปอดบวมและโรคหัวใจ
                        หรือโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่

                                 โรคแทรกซ้อน                                    
              1.  ติดเชื้อแบคทีเรีย อาจทำให้ปอดบวม  ฝีในปอด หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด                
              2.  ไข้หวัดใหญ่ในหญิงมีครรภ์ ผลต่อมารดา  มักเป็นชนิดรุนแรง และมีอาการมาก
                   ผลต่อเด็ก อาจจะทำให้แท้งได้                       
              3.  ผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด 
                   หรือโรคหัวใจ  อาจเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม หลอดลมอักเสบ 
                   หูชั้นกลางอักเสบได้มากกว่าคนอื่นๆ และอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้                                    
                
                     การรักษาผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน     ดูแลตัวเองที่บ้านได้โดย
         -  นอนพักผ่อนมากๆ ไม่ตรากตรำทำงานหนัก
         -  ดื่มน้ำเปล่า น้ำผลไม้ และน้ำหวานมากๆ หรืออาจจะดื่มน้ำเกลือแร่ร่วมด้วย
         -  รับประทานอาหารอ่อนๆ
         -  ไม่อาบน้ำเย็นเวลามีไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว เมื่อไข้ลงแล้วควรอาบน้ำอุ่นอีก 5 วัน
         -  เวลาไอ หรือจาม ควรใช้ผ้าปิดปากและจมูก
         -  หมั่นล้างมือให้สะอาด
         -  ในช่วงที่มีการระบาด ให้หลีกเลี่ยงจากที่สาธารณะ

                       สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นไข้หวัดใหญ่                
         -  มีไข้สูงและเป็นเวลานาน                            
         -  หายใจลำบาก หรือหายใจหอบ                         
         -  เจ็บหรือแน่นหน้าอก                                  
         -  หน้ามืดเป็นลม                                          
         -  สับสน                                                    
         -  อาเจียน หรือ รับประทานอาหารไม่ได้             
                                                                                                 
                 ผู้ป่วยที่มีอาการดังต่อไปนี้ ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล
        -  มีอาการขาดน้ำ ไม่สามารถดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ
        -  ไอแล้วมีเสมหะมีเลือดปน
        -  หายใจลำบาก หายใจหอบ
        -  สีริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีเขียว
        -  มีไข้สูงมากจนมีอาการเพ้อ
        -  มีอาการไข้และไอ หลังจากที่อาการไข้หวัดใหญ่หายไปแล้ว

                      การรักษาในโรงพยาบาล                                          
       -  ผู้ป่วยที่มีอาการขาดน้ำ แพทย์จะให้น้ำเกลือ      
       -  ถ้ามีอาการคัดจมูก แพทย์จะให้ยาลดน้ำมูก         
       -  ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน ก็ไม่ควรให้ยาปฏิชีวนะ     
                                                                   
        ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอาการหายภายใน 2-3 วัน  ไข้จะหายภายใน 7 วัน 
        อาการอ่อนเพลียอาจจะอยู่ได้นาน 1-2 สัปดาห์

                             การป้องกัน 
       -  ล้างมือบ่อยๆ
       -  หลีกเลี่ยงการเอามือเข้าปากหรือขยี้ตา
       -  อย่าใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ
       -  หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดเมื่อเวลาเจ็บป่วย
       -  เวลาไอหรือจาม ให้ใช้ผ้าปิดปากและจมูก









   

วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อุบัติเหตุที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับลูกน้อย

บทความโดย  พญ.สิริรัตน์  วรปราณิ  กุมารแพทย์

      1. พลัดหกล้มหรือชนกระแทก การทิ้งเด็กไว้ลำพังอาจทำให้เด็ก
พลัดตกได้
      2. น้ำร้อนลวก เมื่อเด็กเริ่มคว้าสิ่งของและกำมือได้ จะชอบคว้าของ
ใกล้ตัว จึงอาจได้รับอันตรายจากของร้อน เช่น ถ้วยกาแฟ ชามน้ำแกง กาน้ำร้อน เป็นต้น
      3. สำลักของอุดตันทางเดินหายใจ เด็กเรียนรู้ด้วยการเอาสิ่งที่สนใจเข้าปาก ซึ่งอาจทำให้สำลักอุดตัน  ทางเดินหายใจและทำให้สมองตาย หรือเสียชีวิตได้ในเวลาเพียง 4 นาที
      4. ถูกกดทับปาก จมูก โดยเฉพาะจากการนอนคว่ำ ใช้หมอนขนาดใหญ่ อ่อนนิ่ม การใช้
ผ้าห่มใหญ่และหนา การมีตุ๊กตาตัวใหญ่
      5. ติดค้างจนขาดอากาศหายใจ  เช่น ติดที่ซี่กรงเตียง เสื้อผ้าเกี่ยวรัดกับมุมเสา ทำให้เกิด
การรัดคอจนขาดอากาศหายใจ
      6. เลือดออกในสมอง เมื่อเด็กร้องไห้แล้วจับตัวเขย่าให้เงียบ ก่อให้เกิดเลือดออกในสมอง
และจอประสาทสมองพิการ ตาบอดหรือ เสียชีวิตได้
      7. บาดเจ็บทางรถยนต์ ทั้งจากการโดยสารรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และการถูกรถชน
      8. จมน้ำ ตกน้ำ เด็กเล็กจมน้ำในอ่างน้ำ กะละมัง ถังน้ำในบ้านได้บ่อย ขณะที่เด็กโตมีความเสี่ยง
ต่อการจมน้ำบริเวณละแวกบ้าน


เราป้องกันได้อย่างไร ?
      1. เลือกของเล่นที่ปลอดภัย ไม่มีส่วนประกอบที่เป็นชิ้นเล็ก แตกหักง่าย และหลีกเลี่ยงของเล่นประเภทลูกกลมขนาดเล็ก เช่น ลูกหินและลูกแก้ว ไม่ควรให้เด็กอายุน้อยกว่า 8 ปี เป่าลูกโป่งเอง ไม่เล่นปืนอัดลม
      2. ดูแลอาหาร ไม่ควรให้อาหารที่เป็นชิ้นแข็ง กลม เช่น ถั่ว ผลไม้ที่มีเมล็ดกลมแข็ง ไส้กรอก เป็นต้น
      3. มีประตูกั้น ควรมีประตูกั้นทางขึ้นลงบันได ห้องน้ำ ห้องครัว ปะตูทางออกนอกบ้าน เฉลียงและระเบียง และใส่กลอนไว้เป็นประจำ เพื่อไม่ให้เด็กปีนป่ายโดยลำพัง
      4. ซี่ราวบันไดและระเบียง ต้องห่างกันไม่เกิน 8 ซม. เพื่อกันไม่ให้เด็กลอดและศีรษะติดค้างได้
      5. ดูแลเฟอร์นิเจอร์ เช่นโต๊ะ ตู้ ต้องไม่มีมุม หากมี ควรใส่อุปกรณ์กันกระแทกที่มุมขอบทุกมุม โต๊ะ ทีวี ของต่างๆต้องวางบนพื้นราบ มั่นคง ไม่ล้มง่ายเมื่อเด็กโหนหรือปีนป่าย หากไม่แน่ใจให้ยึดติดโต๊ะหรือตู้นั้นด้วยสายยึดกับกำแพง
      6. ไม่ปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีเล่นน้ำโดยลำพังไม่ว่าจะเป็นอ่างน้ำ กะละมังหรืออ่างอาบน้ำ เด็กเล็กที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบ้านและละแวกบ้าน ควรกำจัดแหล่งน้ำเหล่านี้ หรือกั้นรั้วและประตู
ไม่ไห้เด็กเข้าใกล้ ถ้าจำเป็นก็ต้องดูแลเด็กไม่ให้คลาดสายตา
      7. ไม่ถือของร้อนขณะอุ้มเด็ก เช่น ถ้วยกาแฟ ชามน้ำแกง ควรเก็บสายไฟของกาน้ำร้อนให้มิดชิด อย่าวางของร้อนบนพื้น เพราะลูกอาจสะดุดได้
      8. เก็บสารพิษให้พ้นมือเด็กหรือใส่ตู้ที่ป้องกันการเปิดออก หากเด็กดื่มกินสารพิษ ให้ติดต่อศูนย์พิษวิทยา หมายเลข 02201 1083, 02246 6232 เพื่อขอรับคำแนะนำในการปฐมพยาบาล
      9. ไม่ให้เด็กเล่นของเล่นที่เป็นสายยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งของเล่นที่ต้องนำมาคล้องคอ เช่น โทรศัพท์ที่มีสาย  สร้อยคอ กีตาร์คล้องคอ เพราะสายอาจรัดคอเด็ก ทำให้ขาดอากาศหายใจได้
    10. การโดยสารรถยนต์ที่ปลอดภัย ควรใช้ที่นั่งนิรภัย (car seat) โดยติดตั้งบนที่นั่งด้านหลังรถ ที่สำคัญไม่ควรไม่ควรให้เด็กนั่งตักพ่อแม่ขณะขับรถ และไม่ควรทิ้งเด็กไว้ในรถคนเดียว เพราะความร้อน
ภายในรถจะทำให้เกิดอันตรายได้
    11. ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี นั่งรถจักรยานยนต์
    12.เด็กเล็กที่นั่งรถจักรยาน ควรจัดที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก เพื่อป้องกันมิให้เด็กตกและเท้าติด
เข้าที่ซี่ล้อ

จะเห็นได้ว่าที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องใกล้ตัวลูกน้อยและง่ายที่จะปฏิบัติ 
เพียงคุณพ่อคุณแม่มีความตระหนัก การป้องกันย่อมดีกว่าเสมอค่ะ

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

มารู้จัก (Glycemic Index: GI) กันเถอะ

บทความโดย  ศกุณตลา  อินถา  หัวหน้าแผนกโภชนาการ
                          

วันนี้อยากเอาความรู้มาแบ่งปันกับทุกท่าน 
กับคำว่า


ค่าไกลซิมิค อินเด็กซ์ (Glycemic Index: GI)

                หลายคนเข้าใจว่าการรับประทาน ผัก ผลไม้ ช่วยลดน้ำหนักได้ดี แต่บางครั้งอาจจะไม่เป็นอย่างนั้น เนื่องจาก ผัก ผลไม้ แต่ละชนิดมีโครงสร้างโมเลกุลที่เอื้อต่อการดูดซึมต่างกัน การรู้จัก GI index จึงมีประโยชน์มากกับการวางแผนกำหนดอาหารลดน้ำหนักสำหรับทุกท่านค่ะ

                ไกลซิมิก อินเด็กซ์ เป็นดัชนีที่ใช้วัดเปรียบเทียบความสามารถในการดูดซึมอาหาร ซึ่งมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นของอาหารชนิดต่างๆ 

โดยอาหารประเภทที่มีค่า 
                  แสดงให้เห็นถึงอาหารชนิดนั้นร่างกายดูดซึมอาหารได้รวดเร็ว
                  ทำให้น้ำตาลในเสือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เราหิวได้ง่าย
                  อยากกินอาหารเพิ่มในปริมาณมากขึ้น และบ่อยขึ้น

ส่วนอาหารที่มีค่า
                  แสดงให้เห็นถึงอาหารที่ทำให้น้ำตาลในเลือดค่อยๆ เพิ่มขึ้น
                  หรือเพิ่มขึ้นช้าจึงช่วยให้เราอิ่มท้อง ไม่รู้สึกหิวได้ง่าย


                  ตัวอย่างเช่น การดื่มน้ำหวาน จะทำให้ร่างกายสดชื่นอย่างรวดเร็ว ได้รับพลังงานทันที แต่พลังงานที่ได้รับจะหายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้อ่อนเพลีย และอยากกินของหวานๆ เพิ่มขึ้นอีก จนอ้วน     
ในที่สุดค่า GI จึงสามารถช่วยผู้เป็นเบาหวานในการเลือกกินอาหาร จริงๆแล้วค่า GI จะเป็นตัวเลขเปรียบเทียบแต่เห็นว่าสรุปเลยดีกว่าว่าอาหารประเภทไหนมีค่าGI สูงต่ำอย่างไร
                 แต่ในอีกมุมมองหนึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการยังคงมีข้อโต้แย้งกันว่าค่า GI จะให้ประโยชน์ต่อผู้เป็นเบาหวานในการเลือกกินอาหารเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลได้มากน้อยเพียงไร มีปัจจัยหลายอย่าง ดังนี้
** อาหารยิ่งมีใยอาหารสูงเท่าไร ค่า GI ยิ่งต่ำลงเท่านั้น
** ผัก ผลไม้ ยิ่งสุก คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยและถูกดูดซึมได้เร็วขึ้น 
       ทำให้ค่า GI ยิ่งสูงขึ้น
** อาหารยิ่งผ่านกรรมวิธีการผลิตมากเท่าใดก็ยิ่งมีค่า GI สูงเท่านั้น
** องค์ประกอบในอาหารมื้อนั้นๆ ที่คุณกินมีอะไรบ้าง
** ความเร็วในการกินอาหาร
** อาหารบางชนิด เช่น แครอทแม้จะมีค่า GI สูง แต่มีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ 
      ในขณะที่ไอศกรีมมีค่า GI ต่ำ แต่มีน้ำตาลและไขมันอิ่มตัวสูง 
       สารอาหารก็สู้  แครอทไม่ได้

                ดังนั้นในการเลือกอาหารก็ต้องพิจารณาหลายปัจจัยมิใช่แค่ดูค่า GI เพียงอย่างเดียว สรุปก็คือค่า GI เป็นเครื่องมือที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะนำไปตัดสินการเลือกอาหารเราอาจใช้ GI เป็นตัวช่วยที่มีประโยชน์ แต่ก็ไม่ควรยึดเป็นวิธีเดียวที่ใช้ตัดสินการเลือกอาหาร วิธีดีที่สุดก็คือยึดหลักแผนการกินที่ดีและออกกำลังกายตลอดโปรแกรม เพื่อช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีได้

วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

รู้ทันไวรัส HPV ตัวร้าย สาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก


โดย  พญ.ธีรดา  คล้ายสุวรรณ  พยาธิแพทย์
  

            มะเร็งปากมดลูกเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆของหญิงไทย ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human papilloma virus) โดยการมีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นแล้ว มะเร็งปากมดลูก สามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ ถ้าสามารถตรวจพบได้เร็วในระยะก่อนเป็นมะเร็ง แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้โรคนี้ยังเป็นกันมากในปัจจุบัน เนื่องจากผู้หญิงส่วนใหญ่มักปฏิเสธการตรวจภายในเพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูกเพียงเพราะอายหรือไม่กล้ามาตรวจ

ไวรัส HPV กับโรคมะเร็งปากมดลูก
            ปัจจุบันข้อมูลทางวิชาการบ่งชัดว่าสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งปากมดลูก เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV ซึ่งมีอยู่ประมาณหลายสายพันธุ์ ผู้หญิงเรามีโอกาสติดเชื้อไวรัส HPV อยู่แล้วในช่วงหนึ่งของชีวิต แต่ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อไปได้เองเรียกว่าติดเชื้อแบบชั่วคราว แต่ในบางครั้งร่างกายก็ไม่สามารถกำจัดเชื้อได้โดยเฉพาะสาเหตุมาจากไวรัส HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง (โดยเฉพาะ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18) ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกในอนาคต

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
1.       ตรวจหาเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูกหรือที่เรียกกันติดปากว่า “ตรวจ Pap smear” เป็นการตรวจหาเซลล์
      ผิดปกติแบบดั้งเดิม สถานพยาบาลส่วนใหญ่ในประเทศไทยใช้วิธีนี้กัน มีข้อดีคือราคาถูก แต่ปัญหาคือ 
      มีความไวของการตรวจหาเซลล์ผิดปกติค่อนข้างต่ำ (40-70%)
2.       วิธี “Thin Prep” เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทางเซลล์วิทยาเช่นเดียวกับ Pap smear แต่เพิ่มความไวของการตรวจหาเซลล์ผิดปกติ (80-90%)
3.       ปัจจุบันมีการตรวจที่เรียกว่า “Thin prep plus HPV” เป็นการตรวจการตรวจ Thin prep ร่วมกับ การตรวจหาเชื้อไวรัส HPV โดยตรง ซึ่งการตรวจแบบนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรกได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์
  
ความแตกต่างระหว่าง “Thin prep plus HPV” และการตรวจ “Pap smear”
การตรวจมะเร็งปากมดลูกแบบ “Pap smear” ปกตินั้น จะสามารถตรวจหาได้ก็ต่อเมื่อเกิดโรคแล้วเท่านั้น จึงต้องตรวจเป็นประจำทุกปี เพื่อสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก แต่ การตรวจด้วย“Thin prep plus HPV”  เป็นการผนวกรวมของ (Thin prep + ตรวจหาเชื้อไวรัส HPV)  ดังนั้น เมื่อผลการตรวจหาเชื้อ HPV และการตรวจ Thin Prep ให้ผลเป็นลบทั้งคู่ ก็จะสามารถสรุปได้ว่า ไม่มีความเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกอย่างแน่นอน 100% ในระยะเวลา 3 ปี นับจากวันที่ตรวจ จึงสามารถเว้นการตรวจเป็นทุก 3 ปีแทนการตรวจทุกๆ ปี

ข้อแนะนำสำหรับผู้หญิงในการเลือกวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
        -  การตรวจคัดกรองครั้งแรก  ควรเริ่มทำหลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกประมาณ 3 ปี หรือเมื่อถึงอายุ 
                   21 ปี   แล้วแต่ว่าเวลาใดมาถึงก่อน  
              -   กลุ่มผู้หญิงอายุน้อยกว่า 30 ปี  ควรทำการตรวจคัดกรองทุกปี เพราะมีหลักฐานพบว่า กลุ่มหญิงอายุ
                  น้อยกว่า 30 ปี มีโอกาสเสี่ยงมากกว่ากลุ่มอื่นที่มีอายุมากกว่า ในการติดเชื้อ human papillomavirus
                  (HPV ) ชนิดความเสี่ยงสูงที่ก่อมะเร็ง  
              -  กลุ่มอายุมากกว่า 30 ปี มีสองทางเลือก
                     1. ตรวจ “Pap smear” เพียงอย่างเดียว โดยทำการการตรวจปีละครั้ง หากผลเป็นปกติ (Negative) 
        ติดต่อกัน 3 ปี  หลังจากนั้นสามารถรับการตรวจคัดกรองทุกๆ 2-3 ปีได้
    2. ตรวจ“Thin prep plus HPV” ถ้าผลการตรวจคัดกรองปกติ(Negative) ทั้งสองอย่าง ให้ตรวจได้
        ห่างขึ้นทุกๆ 3 ปี แต่ถ้าผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จำเป็นต้องรับการตรวจบ่อยขึ้น

สุดท้ายนี้ขอฝากไว้ว่า การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา จึงถึงเวลาแล้วที่ผู้หญิงทุกวัยจะหันมาดูแลสุขภาพภายในของตัวเองอย่างจริงจัง โดยมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจคัดกรองประจำปี เสียตั้งแต่วันนี้
 





วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ทำซุปก้อนจากก้างปลา…ทำได้จิงอ่ะ…

โดย.... คุณศกุณตลา  อินถา
หัวหน้าแผนกโภชนาการ




เชื่อไหมคะว่า…ทำได้จริง….




เรื่องมันเริ่มมาจาก…ผู้ป่วยสั่ง…ข้าวต้มปลา….DK  จึงต้องสั่งซื้อปลามาจากตลาด…เราจะสั่งปลาทับทิมตัวละ  1  กิโลกรัมมาแล่เอาเฉพาะเนื้อปลามาใช้   แต่ด้วยนักโภชนาการมานั่งคิดว่าเมื่อเราแล่เอาเนื้อปลาออก  จะเหลือเนื้อปลาที่ติดอยู่ตามก้างปลา  แก้มปลา  ความเสียดายก็เกิดขึ้น…เราลองเอาก้างปลาที่เหลือมาต้มแล้วแกะเนื้อปลาออกมาทำน้ำพริกปลา  ลาบปลา  แกงส้ม หรือขนมจีนน้ำยาเป็นต้น ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่าย การสั่งปลาลง 1-4  กิโลกรัมต่อเมนู 
จากนั้นความเสียดายก็เกิดขึ้นอีก…เราเสียดายก้างปลาอีก…จึงมานั่งคิดกันว่า…เราจะเพิ่ม
มูลค่าของก้างปลาได้อย่างไรอีก



…และนี่คือจุดเริ่มต้นของงานวิจัย…




ศึกษาความเป็นไปได้และการนำไปใช้ประโยชน์ของซุปก้อนแปรรูปจากหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้ 



จากการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้  มาผลิตเป็นซุปก้อน พบว่าสามารถทำได้ โดยใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ในแผนกโภชนาการอาทิ  หม้ออัดแรงดันที่มีความดัน  5  ปอนด์ต่อตารางนิ้ว  เครื่องปั่นอาหาร  กระชอน  แม้กระทั่งเครื่องปรุงรสต่างๆ  สามารถนำมาใช้ในการประกอบอาหารในแผนกโภชนาการได้  อีกทั้งยังตรวจพบคุณค่าสารอาหารต่างๆ ในซุปก้อนดังนี้ 

คุณค่าสารอาหารที่ตรวจพบ
ซุปก้อน 10 กรัม
แร่ธาตุทั้งหมด
3.533   กรัม
ไขมัน
0.636   กรัม
โปรตีน
1.155   กรัม
คาร์โบไฮเดรต
2.300   กรัม
น้ำ
2.376   กรัม





อีกทั้งยังปราศจากการใช้แอมโมเนียหรือยูเรีย และโซดาไฟหรือโซเดียมไฮดรอกไซด์เป็นวัตถุดิบหลักเหมือนเช่นซุปก้อนที่มีอยู่ขายกันในปัจจุบัน 

ข้อจำกัดในการวิจัยครั้งนี้


  1. จากการนำหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้  มาผลิตเป็นซุปก้อนครั้งนี้  ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ในแผนกโภชนาการอาทิ  หม้ออัดแรงดันที่มีความดัน  5  ปอนด์ต่อตารางนิ้ว  เครื่องปั่นอาหาร  ซึ่งหากต้องนำหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้ จำนวนมากมาต้มและบดให้ละเอียดนั้น  จะต้องใช้หม้ออัดแรงดันที่มีความดัน   เครื่องปั่นอาหารที่มีประสิทธิภาพมากกว่าและใหญ่กว่าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
  2. ในการตรวจสอบหาคุณค่าสารอาหารในซุปก้อนที่ได้จากหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้  ในส่วนของ การวิเคราะห์แร่ธาตุนั้น ได้ทำการวิเคราะห์แร่ธาตุรวม  ไม่ได้วิเคราะห์แร่ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสและแร่ธาตุอื่นๆ   ซึ่งน่าจะพบแร่ธาตุดังกล่าวในปริมาณมาก

ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป

  1.  น่าจะทำการทดลองวิเคราะห์แร่ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสและแร่ธาตุอื่นๆ  รวมทั้งตรวจหาเชื้อโรคที่ปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นในซุปก้อนที่ได้จากหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้เมื่อเวลาผ่านไป
  2. การดัดแปลงต่อยอดเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ป่วย
  3. ทำการจดสิทธิบัตร  ซุปก้อนที่ได้จากหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้
  4. จัดทำเครื่องประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ซุปก้อนเพื่อการต่อยอด

มารู้จักโรคเลือดจางธาลัสซีเมียกันเถอะ

โดย ... พญ.ลัลธริมา ภู่พัฒน์    อายุรแพทย์โลหิตวิทยา

 

ธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นโรคเลือดจางชนิดหนึ่ง ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม และพบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย โดยมีอุบัติการณ์ประมาณร้อยละ 1 ของประชากร เกิดจากความผิดปกติในการสร้างสายโกลบิน (Globin)  ซึ่งเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin; Hb) หรือสารสีแดงในเม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย 

ในคนปกติจะมีการสร้างสายโกลบิน 2 ชนิด คือสายเบต้า และสายแอลฟ่า เป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบิน ในปริมาณเท่าๆกัน แต่คนที่เป็นโรคเลือดจางธาลัสซีเมียจะไม่สามารถสร้างสายโกลบินชนิดใดชนิดหนึ่งได้ หรือสร้างได้ในปริมาณที่น้อยกว่าอีกชนิดหนึ่ง ดังนั้น จึงทำให้ปริมาณฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยโรคนี้มีปริมาณน้อยลง เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างผิดปกติ ตัวเล็ก และแตกง่าย เนื่องจากเม็ดเลือดแดงไม่มีความยืดหยุ่น ถูกจับทำลายได้ง่ายโดยม้าม ผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมียจึงมีอาการโลหิตจางมาแต่กำเนิด ตัวเหลืองตาเหลืองเนื่องจากการแตกตัวของเม็ดเลือดแดง ถ้าเป็นมากจะเติบโตไม่สมอายุ หน้าตาเปลี่ยนไปเนื่องจากกระดูกใบหน้าขยายตัว ตับม้ามโต และมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา บางชนิดอาการรุนแรงมากทำให้บวมน้ำ และเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ครรภ์มารดา

การถ่ายทอดทางพันธุกรรมของโรคธาลัสซีเมียเป็นแบบลักษณะด้อย (autosomal recessive) ผู้ที่เป็นโรคนี้จึงต้องได้รับพันธุกรรมที่ผิดปกติมาจากทั้งพ่อและแม่ ส่วนผู้ที่ได้รับพันธุกรรมที่ผิดปกติ จากพ่อหรือแม่เพียงคนใดคนหนึ่ง จะมีพันธุกรรมผิดปกติเพียงครึ่งเดียว เรียกว่าเป็น พาหะ ซึ่งจะไม่มีอาการใดๆ แต่สามารถถ่ายทอดพันธุกรรมที่ผิดปกตินั้นต่อไปยังลูกหลานได้  เนื่องจากประชากรไทยเป็นพาหะจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรทราบว่าตนเองและคู่สมรส เป็นพาหะธาลัสซีเมียหรือไม่ เพื่อทราบความเสี่ยงที่จะมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งควรตรวจก่อนแต่งงาน หรือก่อนมีบุตร หากคู่แต่งงานใดเป็น “คู่เสี่ยง” คือเป็นพาหะที่มีโอกาสมีลูกเป็นธาลัสซีเมีย และตัดสินใจที่จะมีบุตร สามารถตรวจว่าเด็ก
ในครรภ์เป็นโรคธาลัสซีเมียหรือไม่ได้ด้วยวิทยาการในปัจจุบัน โดยการเจาะตรวจน้ำคร่ำ เจาะเลือดจากสายสะดือ หรือตัดชิ้นเนื้อรกไปตรวจ
การรักษาโรคธาลัสซีเมีย แบ่งเป็นการรักษาให้หายขาด และการรักษาตามอาการ  การรักษาให้หายขาด ปัจจุบันมีเพียงวิธีเดียว คือ การปลูกถ่ายไขกระดูกโดยนำเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดของผู้อื่นที่มีความเข้ากันได้มาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วย โดยผู้ป่วยจะได้รับยาเคมีบำบัดขนาดแรงซึ่งมีฤทธิ์ในการทำลายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่มีความผิดปกติ จากนั้นจะนำเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดของผู้อื่นที่เข้ากันได้มาให้กับผู้ป่วยทางเส้นเลือด  และรอให้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากผู้ให้เติบโตขึ้นเป็นเม็ดเลือดแดงใหม่ซึ่งมีความปกติ แต่วิธีการรักษาโดยการปลูกถ่ายไขกระดูกนั้นค่อนข้างอันตราย มีโอกาสเสียชีวิตในขั้นตอนการรักษาได้ และการปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นเพียงการแก้ความผิดปกติของไขกระดูกเท่านั้น ไม่ได้แก้ไขพันธุกรรม ดังนั้นแม้ว่าผู้ป่วยจะมีการสร้างเม็ดเลือดได้ปกติแล้ว ก็ยังมีพันธุกรรมที่ผิดปกติซึ่งถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้

การรักษาส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงยังคงเป็น การรักษาตามอาการ ซึ่งประกอบด้วย

1. การให้เลือดเพื่อแก้ไขภาวะซีด ซึ่งหากผู้ป่วยได้รับเลือดที่ไม่เพียงพอ จะมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ เจริญเติบโตช้า  ไขกระดูกส่วนต่างๆ ทำงานหนักเพื่อสร้างเม็ดเลือดขึ้นชดเชยเม็ดเลือดแดงที่แตกไป จึงมีการขยายขนาดของกระดูกใบหน้า และกระดูกอื่นๆ ทำให้มีรูปหน้าเปลี่ยนแปลงไป กระดูกพรุนและหักง่าย นอกจากนี้ยังมีการขยายขนาดของตับม้าม เพื่อช่วยสร้างเม็ดเลือด ทำให้ผู้ป่วยมีตับม้ามโตร่วมด้วย
2. การรับประทาน กรดโฟลิค เสริมตลอดชีวิต เพื่อช่วยในการสร้างเม็ดเลือด
3. การรับประทานยาฆ่าเชื้อ ในผู้ป่วยธาลัสซีเมียที่ได้รับการตัดม้าม ซึ่งมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้น จึงควรได้รับวัคซีนก่อนตัดม้าม และได้รับประทานยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันการติดเชื้อจนกว่าจะอายุเกิน 5 ปี
4. การขับเหล็ก เนื่องจากผู้ป่วยธาลัสซีเมีย จะมีการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ และได้ธาตุเหล็กปริมาณมาก จากการรับเลือดแต่ละครั้ง ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เครื่องในสัตว์ และควรได้รับยาขับเหล็ก เมื่อมีค่าเฟอร์ริติน ซึ่งแสดงถึงธาตุเหล็กในร่างกายเกิน 1000 ไมโครกรัมต่อลิตร

โรคไบโพล่าร์ (Bipolar Disorder)

Embed from Getty Images  โรคไบโพล่าร์ (Bipolar Disorder)            ปัจจุบันโลกเราทุกวันนี้มีแต่การแข่งขัน แก่งแย่งกันตลอดเวลา จนทำ...