วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

มารู้จัก...โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ คืออะไร  โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นจากเซลล์ที่เกิดขึ้นจากเซลล์เยื่อบุของทางเดินอาหารส่วนปลายที่เรียกว่าลำไส้ใหญ่นั้นมีการเปลี่ยนแปลงและเจริญเติบโตผิดปกติจนมีลักษณะเป็นก้อนขึ้นมา รวมถึงสามารถที่จะกระจายไปยังที่อื่น ๆ ได้ด้วยซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ส่วนใหญ่ใช้เวลาเป็นปีหรืออาจจะหลายปีได้ ในประเทศไทยพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ชายมากเป็นอันดับ 3 รองจากมะเร็งตับและมะเร็งปอด ในผู้หญิงเป็นอันดับ 5 รองจากมะเร็งปากมดลูก, มะเร็งเต้านม, มะเร็งตับและมะเร็งปอด



สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
         สาเหตุสของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ยังไม่ชัดเจนว่าเกิดจากอะไร แต่ที่ทราบคือปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลให้โอกาสการเกิดมะเร็งสูงขึ้น แม้จะไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงก็ตาม

ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
1.อายุ 50 ปี หรือมากกว่า
2.ประวัติมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว โดยเฉพาะถ้าบุคคลนั้นเป็นญาติสายตรงและได้รับการวินิจฉัยว่า
    เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนอายุ 60 ปี
3. มีประวัติเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งรังไข่, มะเร็งมดลูก และ มะเร็งเต้านม
4. มีประวัติเป็นติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่
5. มีประวัติเป็นลำไส้อักเสบเรื้อรัง (inflammatory bowel disease)
6. โรคอ้วน
7. สูบบุหรี่


อาการอะไรที่ควรสงสัยหรือควรมาปรึกษาแพทย์
1. นิสัยในการขับถ่ายอุจจาระเปลี่ยนแปลง เช่น มีอาการท้องผูก หรือท้องเสียเกิดขึ้นใหม่ หรือมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย
2. มีความรู้สึกเหมือนถ่ายอุจจาระไม่สุด
3. ขนาดของอุจจาระเล็กลงหรือลีบลงกว่าปกติ
4. อุจจาระมีมูกเลือดหรือสีดำคล้ำ
5. มีอาการแน่นท้อง, ท้องอืด หรือ ปวดท้อง
6. มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย, หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
     โดยทั่วไปแนะนำให้มีการตรวจคัดกรองในประชากรทั่วไปอายุ 50 ปีหรือมากกว่า, หรือบุคคลที่มีประวัติเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ประวัติโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว รวมถึงปัจจัยเสี่ยงอื่นต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

วิธีการตรวจคัดกรอง  ได้แก่ การตรวจหาเลือดในอุจจาระ, การเอกซเรย์สวนแป้งตรวจดูลำไส้ใหญ่, การส่องกล้องตรวจดูลำไส้ใหญ่

การวินิจฉัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
       แพทย์ก็จะทำการซักประวัติ, การตรวจร่างกาย, การตรวจหาเลือดในอุจจาระ, การเอกซเรย์สวนแป้งตรวจดูลำไส้ใหญ่หรือการส่องกล้องร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อเพื่อการวิจิจฉัยทางพยาธิวิทยา จากนั้นแพทย์ก็จะทำการตรวจอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อประเมินระยะของโรคและวางแผนในการรักษาต่อไป

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่
      การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่นั้นขึ้นอยู่กับระยะและำตำแหน่งที่เป็น ซึ่งในปัจจุบันการรักษาได้พัฒนามากขึ้นทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย การรักษานั้นประกอบไปด้วยการผ่าตัด, การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดทั้งในส่วนที่ใช้ในการรักษาเสริมภายหลังการผ่าตัด หรือการรักษาในผู้ป่วยที่อยู่ในระยะแพร่กระจายก็ตาม, และการรักษาประคับประคอง เช่น การฉายรังสีเพื่อควบคุมอาการปวดและอาการอื่น ที่เกิดจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือ การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวดจากโรคมะเร็ง เป็นต้น

การป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
1. การรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ  รับประทานอาหารที่มีผักและผลไม้มาก ๆ
2. ควบคุมการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง เพื่อหลีกเลี่ยงโรคอ้วน
3. ออกกำลังการสม่ำเสมอ
4. งดบุหรี
5. ทำการตรวจคัดกรองกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือมีอาการที่สงสัย



บทความโดย...พญ.เบญจวรรณ เกษมเศรษฐ์
อายุรแพทย์โรคมะเร็ง โรงพยาบาลแมคคอร์มิค

4 ความคิดเห็น:

  1. http://www.youtube.com/watch?v=T0Q6T-SgE5Y เสียงคุณสุกัญญา


    สุกัญญา ฟักอุดม ความสุขของ ผู้ป่วย มะเร็งเม็ดเลือดขาว Leukemia โทร 0895880514
    ระยะเวลาที่ป่วย 14 ปี

    ที่สำคัญ ผู้ป่วยมะเร็ง อย่าอยู่บนความกลัว เพราะความกลัวทำให้ชีวิตเราหยุดนิ่งอยู่กับที่ ชีวิตคนเรายืนอยู่บนความเสี่ยงตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว แม้เดินข้ามถนนก็เสี่ยงกับการถูกรถชน แต่หากเราเสี่ยงเพื่อค้นหาสิ่งที่ดีกว่า...ก็คุ้มค่านะค่ะอยากให้ผู้ป่วยทุกคน มองทุกสรรพสิ่งให้เป็นบวก
    มองโลกด้วยธรรมะ จงควบคุมมะเร็ง อย่าให้มะเร็งความคุมตัวเรา
    จงกำหนดชะตากรรม อย่าให้ชะตากรรมกำหนดเรา



    ขออวยพรให้ทุกคนพบกับความสุขเหมือนดิฉันนะคะ รักตัวเองเป็น แล้วจะรักคนอื่นได้

    เมื่อทรัพย์ภายในเปี่ยมล้น ....ย่อมส่งผลให้เกิดทรัพย์ภายนอกแน่นอน ผลกี่ % นั้นอยู่ที่การแสดงศักยภาพออกไป ผลก็จะออกมาตามนั้น อภัยให้ตนเองก่อน ก่อนที่จะอภัยให้ผู้อื่นได้ การให้อภัย คือยาวิเศษ ไม่มีมนุษย์คนไหน มาเคยทำผิด ผิดพลาด ควรแก้ไข แล้วจะพบชัยชนะ

    ตอบลบ
  2. มีอาการเข้าข่ายการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
    เเต่เพิ่งอายุ22ปีเอง มีโอกาสเป็นได้ไหม
    เพราะจากเมื่อก่อนเป็นคนถ่ายปกติ
    อาทิตย์ละ3-4ครั้ง แต่เมื่อ3-4เดือนที่ผ่านมานี้
    ถ่ายทุกวัน วันละหลายรอบ และหลังๆมานี้
    ช่วง1เดือนนี้ มีการถ่ายเป็นเลือดออกมาด้วย
    เป็นเลือดสดๆ ไม่มีมูก เเต่จะเป็นเฉพาะตอน
    ที่นั่งถ่ายนานๆ และถ่ายเยอะ และมักจะมี
    อาการแน่นท้องตลอด ปวดท้องบ้างบางครั้ง
    อาเจียนบ่อยมาก และช่วงหลังมานี้เป็นโรค
    กรดไหลย้อนด้วย แต่ว่าน้ำหนักไม่ลดลงเลย
    สงสัยว่าจะมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ได้ไหม
    ตอนนี้ยังไม่พร้อมไปตรวจกับหมดเลยอะคะ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ไม่ระบุชื่อ2 กันยายน 2555 14:06

      ควรไปตรวจร่างกายได้แล้วนะครับ

      ลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ15 พฤศจิกายน 2555 17:28

    อายุเพิง19เองเปนมะเร็งลำไส้กินไปถึงรังไข่ มีโอกาสหายขาดมัยค่ะ

    ตอบลบ