วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

โรคเกาต์ (GOUT)

โรคเกาต์ (GOUT)


“โรคเกาต์” เป็นโรคข้ออักเสบ ซึ่งเป็นผลมาจากการเสียสมดุลของร่างกาย ที่มีกรดยูริคในเลือดสูงมากอันเนื่องมาจากการกิน และไม่ค่อยออกกำลังกาย ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับผู้ชายในวัยประมาณ 40 ปี
ในผู้หญิงมักจะพบในวัยหมดประจำเดือนแล้ว



สาเหตุของโรค
            เกิดจากกระบวนการใช้ และขับถ่ายสารพวกพิวรีนของร่างกายผิดปกติไป พิวรีนเป็นธาตุอาหารที่พบได้ในเนื้อสัตว์ ข้าวสาลี เครื่องในสัตว์ เป็นต้น  ซึ่งจะถูกย่อยจนกลายเป็นกรดยูริก โดยที่ร่างกายจะกำจัดพิวรีนออกทางไต (ปัสสาวะ)   ทางลำไส้ (อุจจาระ) แต่เมื่อร่างกายเกิดกรดยูริกมากเกินไปหรือไม่สามารถสลายกรดยูริคออกได้ ก็จะทำให้เกิดตะกอนในที่สุด สาเหตุหลักส่วนใหญ่มาจาก กรรมพันธุ์   ความอ้วน  การดื่มแอลกอฮอล์ หรือจากการใช้ยาบางชนิด รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง


อาการของโรค
            มีอาการปวด บวม แดง ร้อนตามข้อ และเจ็บ อาจรุนแรงจนถึงกับเดินไม่ได้ก็มี อาการเหล่านี้อาจจะเป็นอาทิตย์ เป็นเดือน หรือเป็นปี ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นได้กับทุกข้อต่อในร่างกาย แต่พบว่าข้อที่อักเสบได้บ่อย ได้แก่ ข้อหัวแม่มือ    ข้อเข่า ข้อเท้า ซึ่งเมื่อเจาะเลือดดูระดับกรดยูริกในร่างกายพบว่า ในผู้ชายมีค่ามากกว่า
7.0 มก./ดล.และในผู้หญิงมีค่ามากกว่า 6.0 มก./ดล.


กลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์
1. เพศชาย อายุช่วงประมาณ 30-40 ปี หรือเพศหญิงในวัยหมดประจำเดือน
2. ผู้ที่มีโรคร่วมซึ่งได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน  โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในโลหิตสูง
3. ผู้ที่ดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์เป็นประจำ
4. ผู้ที่รับประทานอาหารเนื้อสัตว์และอาหารทะเลปริมาณมากเป็นประจำ
5. ผู้ที่รับประทานยาบางชนิดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เช่น ยาขับปัสสาวะ
6. ผู้ที่มีภาวะไตทำงานบกพร่อง เป็นสาเหตุให้มีการคั่งของกรดยูริกในเลือด


การรักษา
            ในระยะแรกที่มีอาการเฉียบพลัน คือปวด บวมแดง ร้อน จะใช้ยาแก้ปวดเพื่อลดอาการ ดูแลตัวเองและป้องกัน ไม่ให้เกิดอาการซ้ำอีกโดยการงดเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทานอาหารที่มีพิวรีนให้น้อยลง
การดื่มน้ำเยอะๆสามารถช่วยขับกรดยูริกออกมาทางปัสสาวะได้ หรือการดื่มนมสดก็ช่วยลดกรดยูริกได้เหมือนกัน แต่ถ้ากินยาแก้ปวดและดูแลตัวเองแล้ว ยังมีอาการกำเริบบ่อยกว่า 2-3 ครั้ง จะต้องใช้ยาลดกรดยูริก
            โรคเกาต์สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยการกินยาเพื่อควบคุมระดับกรดยูริกไม่ให้สูง แต่ผู้ป่วยต้องกินยาอย่างสม่ำเสมอ ไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 5-10 ปี เป็นอย่างน้อย และปรับพฤติกรรมการกิน แต่ถ้าหายขาดแล้ว แต่ยังมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารเหมือนเดิมก็จะกลับไปเป็นอีก

การปฏิบัติตัวไม่ให้โรคเกาต์กำเริบ
1. รับประทานยาตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการผิดปกติ หรือมีผลข้างเคียงจากการรับประทานยาควรรีบปรึกษาแพทย์
2. ไม่ควรหยุดยา ปรับขนาดยา หรือซื้อยารับประทานเอง เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการแพ้ยาแล้ว ทำให้ควบคุมโรคได้ไม่ดี โรคอาจกำเริบได้
3. ติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์นัด แพทย์จำเป็นต้องตรวจเลือดเพื่อดูระดับกรดยูริก การทำงานของตับและไตเป็นระยะๆ รวมทั้งอาจต้องปรับเปลี่ยนยา หรือขนาดของยาตามความเหมาะสม
4. ในกรณีที่เจ็บป่วยด้วยเรื่องอื่นหรือไปพบแพทย์ ควรนำยาที่รับประทานอยู่ไปให้แพทย์ดูด้วยทุกครั้ง
5. รับประทานอาหารให้ถูกส่วน ครบหมู่ และเหมาะสม หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่นเครื่องในสัตว์ ชะอม กระถิน เนื้อไก่ เป็นต้น
6. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เช่น สุรา เบียร์
7. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มีการกระแทกต่อข้อที่รุนแรง
8. หลีกเลี่ยงการบีบ  นวด ถู บริเวณข้อ เนื่องจากสามารถกระตุ้นให้ข้ออักเสบกำเริบได้

            โรคเกาต์เป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาที่ไม่ถูกทางจะทำให้โรคเข้าสู่ระยะที่มี ปุ๋ม ก้อน ข้อ และกระดูกถูกทำลาย รวมทั้งเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบไต หัวใจ ดังนั้น การตั้งใจให้ความร่วมมือในการรักษาและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันภาวะเหล่านี้ได้ รวมทั้งไม่มีอาการข้ออักเสบกำเริบอยู่บ่อยๆ ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วย

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

ไข้หวัดใหญ่(Influenza)



          ไข้หวัดใหญ่ หรือ influenza เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน จะพบมากทุกกลุ่มอายุโดยเฉพาะในเด็กจะพบมากเป็นพิเศษ แต่อัตราการเสียชีวิตมักจะพบมากในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ โรคไต เป็นต้น ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus) ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิดคือ influenza A และB ส่วนไวรัส influenza อีกชนิดหนึ่งคือ influenza C นั้นเนื่องจากมีความรุนแรงน้อยและไม่มีความสำคัญในการแพร่ระบาดจึงอาจจะไม่นับอยู่ในกลุ่มของโรคไข้หวัดใหญ่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่นั้นติดเชื้อในเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนคือจมูกและคอและอาจลงไปถึงส่วนล่างอันได้แก่หลอดลมและปอดด้วย


ไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดธรรมดาแตกต่างกันอย่างไร
          ไข้หวัดธรรมดาจะมีอาการคล้ายๆไข้หวัดใหญ่ แต่ข้อแตกต่างคือไข้หวัดธรรมดามักมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอจาม คันคอ เป็นอาการเด่น และไม่ค่อยมีอาการไข้ แต่ไข้หวัดใหญ่ มักมีไข้สูง ปวดศีรษะ   ปวดตามตัวปวดกล้ามเนื้อมากและอาการจะรุนแรงและยาวนานกว่าไข้หวัดธรรมดา เกิดภาวะแทรกซ้อนได้โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอาจเกิดภาวะที่รุนแรงถึงชีวิตได้ เช่น ปอดบวม

การติดต่อ
เชื้อนี้จะติดต่อได้ง่ายโดยทางเดินหายใจ วิธีการติดต่อได้แก่
     1.เชื้อสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งโดยการหายใจ การไอ หรือจาม
     2.การสัมผัสน้ำมูกหรือเสมหะของผู้ป่วยโดยเชื้จะผ่านเข้าทางเยื่อบุตา จมูกและปาก
     3.การสัมผัสสิ่งที่ปนเชื้อโรคเช่น ผ้าเช็ดหน้า ช้อน แก้วน้ำ

อาการของโรค
          อาการของไข้หวัดใหญ่จะเหมือนกับไข้หวัด แต่ไข้หวัดใหญ่จะเร็วกว่า ไข้สูงกว่า อาการสำคัญได้แก่
1.ระยะฟักตัวของเชื้อคือ 1-4 วันโดยเฉลี่ย 2 วันผู้ป่วยจะมีอาการ

          - อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้
          - ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดตามแขนขา ปวดข้อ ปวดรอบตา
          - ไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียส
          - ไอแห้งๆ เจ็บคอและคอแดงมีน้ำมูกใสไหล
          - ตามตัวจะร้อน แดง ตาแดง
          - อาการอาเจียน หรือท้องเดิน ไข้เป็น2-4 วันแล้วค่อยๆลดลงแต่อาการคัดจมูก และแสบคอยังคงอยู่โดยทั่วไปจะหายใน 1 สัปดาห์

ยกเว้น ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังอยู่ก่อนแล้วติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ จะทำให้มีการติดไปยังระบบอื่นๆด้วย เช่น
          - อาจพบการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก หรืออาการหัวใจวาย ผู้ป่วยจะเหนื่อยหอบ
          - ระบบประสาท พบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และสมองอักเสบผู้ป่วยจะปวดศีรษะมากและซึมลง
          - ระบบหายใจ มีหลอดลมอักเสบ และปอดบวมผู้ป่วยจะแน่นหน้าอก และเหนื่อย
          - โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่มักจะหายในไม่กี่วัน แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายมีอาการไอ และปวดตามตัวนาน 2 สัปดาห์ ส่วนผู้ที่เสียชีวิตมักจะเกิดจากปอดบวม และโรคหัวใจหรือโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่

         


           ในปัจจุบันวิธีการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือการฉีดวัคซีนป้องกันปีละ 1 ครั้ง แต่วิธีนี้อาจจะป้องกันไม่ได้ 100% แต่จะช่วยบรรเทาจากอาการหนักเป็นเบาได้ เนื่องจากวัคซีนที่นำออกมาใช้ในแต่ละปีนั้นๆ จะเกิดจากการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าสายพันธุ์ใดจะแพร่ระบาด จากนั้นจึงจะทำวัคซีนเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสสายพันธุ์นั้น ทำให้วัคซีนดังกล่าวอาจจะไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่อุบัติใหม่ หรือเป็นสายพันธุ์อันนอกเหนือจากที่วัคซีนจะสามารถป้องกันได้



          ฉะนั้น วิธีการป้องกันนอกจากเข้ารับการฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปีแล้ว เราจำเป็นต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงสถานที่ที่อาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อหมั่นล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสกับใบหน้าหรือหยิบจับสิ่งของเข้าปาก โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงจะต้องได้รับวัคซีนอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัย อีกทั้งถ้ามีอาการมากควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา