วันจันทร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

โรคลำไส้แปรปรวน (IBS - Irritable bowel syndrome)

โรคลำไส้แปรปรวน (IBS - Irritable bowel syndrome)

        
เป็นโรคที่พบบ่อยโรคหนึ่ง ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานผิดปกติของระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งลำไส้ โดยที่ไม่พบความผิดปกติอะไรที่โครงสร้างของอวัยวะในระบบทางเดินอาหารและไม่มีพยาธิสภาพอื่นใด



          ภาวะลำไส้แปรปรวนเป็นภาวะที่มีความผิดปกติในการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ทำให้มีอาการปวดท้อง ถ่ายบ่อย โดยผู้ป่วยจะมาด้วยอาการปวดท้องร่วมกับมีการขับถ่ายที่ผิดปกติไป โดยอาจจะมีอาการท้องผูก ท้องเสีย หรือท้องผูกสลับกับท้องเสีย ซึ่งอาการปวดท้องมักจะปวดบีบเกร็งบริเวณท้องน้อยด้านล่าง โดยเฉพาะด้านซ้ายและอาการมักจะดีขึ้นหลังจากถ่ายอุจจาระร่วมกับอาจมีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะอุจจาระ เช่นถ่ายเป็นน้ำหรืออุจจาระเป็นก้อนแข็ง โดยไม่ควรมีสัญญาณอันตราย ได้แก่ น้ำหนักลด ถ่ายเป็นเลือด ถ่ายดำ มีไข้หรือคลำก้อนในท้องได้

สาเหตุ

    แม้จะเป็นภาวะที่พบได้บ่อยแต่ปัจจุบันก็ยังไม่พบสาเหตุที่แน่นอน ซึ่งเชื่อว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
1. การบีบตัวของลำไส้ที่ผิดปกติ ซึ่งอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงกว่าปกติ และมักจะตอบสนองไวต่อ
ความเครียด

2. การรับรู้ของระบบทางเดินอาหารไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ โดยตัวกระตุ้นที่พบได้บ่อย คือ อาหาร หรือเครื่องดื่มบางชนิด เช่น คาเฟอีน, ความเครียด การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ซึ่งจะทำให้มีการบีบตัวของลำไส้เปลี่ยนแปลงไปแล้วก่อให้เกิดอาการ

3. อาจเกิดจากร่างกายสร้างสารต้านการติดเชื้อของลำไส้ เพราะในผู้ป่วยบางราย พบเกิดโรคนี้ตามมาภายหลังมีการอักเสบติดเชื้อของลำไส้ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเกิดจาการติดเชื้อทำลายเยื่อบุลำไส้มีผลต่อเส้นประสาทที่ลำไส้เกิดความไวต่อสิ่งกระตุ้น

4. ภาวะจิตใจ เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มีภาวะวิตกกังวล หรือโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น



อาการ

          โรคลำไส้แปรปรวนเป็นโรคเรื้อรัง ดังนั้นอาการต่างๆจึงมักเป็นๆหายๆ บางครั้งอาการอาจดีขึ้น ไม่มีอาการเป็นหลายๆเดือนแล้วกลับมามีอาการใหม่อีก โดยอาการพบบ่อยของโรคลำไส้แปรปรวน ได้แก่
1. ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลม มากในท้อง
2. ปวดท้องซึ่งอาการปวดท้องจะดีขึ้นหลังการขับถ่าย หลังจากนั้นก็กลับมาปวดท้องใหม่
3. ท้องผูก หรือ ท้องเสีย หรือมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย เป็นๆหายๆ  แต่ไม่มีเลือดปน
4. มีอาการคล้ายอุจจาระไม่หมด, ไม่สุด
5. กลั้นอุจจาระไม่อยู่ เมื่อปวดอุจจาระต้องเข้าห้องน้ำทันที

          อาการของโรคมักรุนแรงขึ้นเมื่อกินอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มบางชนิด เช่น นม กาแฟ   เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารมัน กินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมาก หรือผัก ผลไม้บางชนิด ช่วงมีประจำเดือน หรือช่วงมีความเครียด แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยเหล่านี้แตกต่างกันได้ในแต่ละบุคคลซึ่งควรต้องสังเกตด้วยตนเอง


การรักษา




          แนวทางการรักษาโรคลำไส้แปรปรวน ได้แก่การรักษาตามอาการ เช่น กินยาแก้ท้องเสีย   เมื่อท้องเสียบ่อย ใช้ยาแก้ท้องผูกเมื่อท้องผูก ยาคลายเครียด ยาลดการบีบตัวของลำไส้ ยาอื่นๆด้านจิตเวชเพื่อบรรเทาอาการเครียด และการปรึกษา โภชนากรเพื่อปรับเปลี่ยนประเภท ปริมาณ และพฤติกรรมการบริโภคอาหาร    


          โรคลำไส้แปรปรวนยังเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด การป้องกันจึงเป็นไปได้ยาก วิธีที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงปัจจัยบางอย่างดังที่กล่าวไว้ข้างต้น และการเข้าใจโรค เพื่อรักษาสุขภาพจิต ผ่อนคลายความเครียด และรีบมาพบแพทย์เมื่อมีโรคอื่นเข้ามาแทรก เช่น มีไข้สูง อุจจาระเป็นเลือด  ซีด หรือมีอาการปวดท้องผิดไปจากเดิมที่เคยเป็น ควรให้แพทย์วินิจฉัยแยกโรคอื่นๆของระบบทางเดินอาหารออกไป เช่น ลำไส้อักเสบ หรือโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพื่อความปลอดภัยและสบายใจ

วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2560

โรคเส้นเลือดขอด (Varicose Vein)


โรคเส้นเลือดขอด (Varicose Vein)

         

            เส้นเลือดขอดถือว่าเป็น “ศัตรู ตัวร้าย” โดยเฉพาะผู้หญิง ซึ่งเป็นปัญหามาก เส้นเลือดขอดมักจะปูดเขียวหรือแตกเป็นฝอยแบบใยแมงมุมบริเวณขาและน่อง ทำให้หมดความมั่นใจยามอวดเรียวขา และเมื่อปล่อยทิ้งไว้เส้นเลือดขอดก็จะเป็นมากขึ้น ทำให้เกิดความเจ็บปวดในบริเวณที่เป็นตามมา จึงไม่ควรนิ่งนอนใจกับปัญหานี้



          เส้นเลือดขอด คืออาการที่ผนังของหลอดเลือดดำใต้ชั้นผิวหนังโป่งพอง เนื่องจากมีเลือดคั่งค้างอยู่ในหลอดเลือด มองเห็นได้จากภายนอกว่า มีการขดหรือขมวดของหลอดเลือดเป็นสีม่วงคล้ำ คลำพบว่าเป็นเส้นเลือดโป่งนูนขึ้น บางครั้งอาจมีอาการปวดร่วมด้วยหรือเป็นเส้นเลือดฝอยแตก คล้ายแผนที่หรือใยแมงมุม เกิดจากเลือดจากส่วนปลายขา ไม่สามารถไหลเวียนกลับเข้าสู่ระบบการสูบฉีดของหัวใจได้อย่างรวดเร็วตามปกติ ซึ่งเส้นเลือดดำนี้จะมีลิ้นปิดเปิด เพื่อกักเลือดไม่ให้ไหลย้อนลงข้างล่างตามแรงโน้มถ่วง เมื่อลิ้นอ่อนแอ เลือดก็จะย้อนมารวมกันที่เส้นเลือดด้านล่าง ทำให้เกิดอาการบวมขึ้น
สาเหตุของโรคเส้นเลือดขอด

1. เกิดจากความผิดปกติของลิ้นในหลอดเลือดดำ
2. เกิดจากการอักเสบของหลอดเลือดดำ
3. กรรมพันธุ์
4. การนั่ง หรือยืนนานๆ
5. หญิงตั้งครรภ์ คนอ้วน
6. อายุที่มากขึ้น
7. การผ่าตัดบริเวณสะโพก
8. การใส่รองเท้าส้นสูง ซึ่งจะทำให้เลือดหมุนเวียน
    ได้ไม่ดี



อาการของเส้นเลือดขอด

1. ปวดขา ปวดหนักๆและเป็นตะคริว
2. ขาบวม มีจ้ำเลือดข้อเท้า
3. เส้นเลือดขอดบวมขึ้น แดงร้อน และกดเจ็บ
4. ผิวหนังบริเวณเท้า หน้าแข้ง ข้อเท้าหนาตัวละมีสีคล้ำ
5. มีแผลหรือผื่นบริเวณข้อเท้า


การรักษา

          ปัจจุบันมีวิวัฒนาการใหม่ๆในการตรวจหลอดเลือดด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์ และให้การรักษาเส้นเลือดขอดโดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งได้ผลดีทั้งกับเส้นเลือดดำที่แตกแขนง และที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ด้วยวิธีการ ฉีดยา  การใช้คลื่นความถี่วิทยุ

1. การฉีดยาเข้าไปในหลอดเลือดดำที่ขอด
          เป็นการรักษาที่ได้ผลทั้งหลอดเลือดขอดและหลอดเลือดฝอยใยแมงมุม เพียง 2-3 สัปดาห์หลอดเลือดที่โป่งพองก็จะยุบและจางหายไป

2.การรักษาโดยใช้คลื่นความถี่วิทยุ RFA  (Radio frequency ablation)
          เป็นการใช้เลเซอร์หรือคลื่นความถี่สูง ในการรักษา ควบคู่กับการใช้สายสวนสอดเข้าไปและทำให้เกิดความร้อนโดยคลื่นความถี่วิทยุ พลังงานความร้อนจะทำให้เส้นเลือดที่มีปัญหาหดตัว ซึ่งใช้เวลารักษาประมาณ 30-60 นาที แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวเร็ว ไม่ต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล

3.การรักษาโดยการผ่าตัด (Venous stripping)
          เป็นการรักษาแบบดั้งเดิม โดยใช้รูปแบบของการผ่าตัด การรักษาผู้ป่วยจะมีแผลผ่าตัดขนาดเล็ก  (3-4 เซนติเมตร) ที่บริเวณขาหนีบ การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 60-90 นาที จากนั้นอาจต้องพักรักษาตัวใน
โรงพยาบาลประมาณ 1 วัน  การผ่าตัด แม้ว่าจะได้รับความนิยมน้อยลงมากในปัจจุบัน แต่หากยังมีความจำเป็นในผู้ป่วยบางรายที่มีหลอดเลือดขอดขนาดใหญ่ (10-20 เซนติเมตร) หรืออยู่ในตำแหน่งที่ตื้นชิดกับผิวหนังมากๆ ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการใช้การรักษาโดยการใช้เลเซอร์ หรือคลื่นความถี่สูง



          การรักษาเส้นเลือดขอดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด คุณผู้หญิงท่านใดอยากมีเรียวขาสวยเนียนเพื่อจะได้ก้าวย่างอย่างมั่นใจ สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรง