วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

การฟื้นฟูสภาพข้อเข่าเสื่อม

          โรคข้อเข่าเสื่อม หมายถึง การที่กระดูกอ่อนของข้อมีการเสื่อมสภาพ ทำให้กระดูกอ่อนไม่สามารถเป็นเบาะรองรับน้ำหนัก และมีการสูญเสียคุณสมบัติของน้ำหล่อเลี้ยงเข่า เมื่อมีการเคลื่อนไหวของข้อเข่าก็จะเกิดการเสียดสีและเกิดการสึกหรอของกระดูกอ่อน ผิวของกระดูกอ่อนจะแข็งไม่เรียบ เมื่อเคลื่อนไหวก็จะเกิดเสียงดังในข้อเข่าเกิดอาการเจ็บปวด หากข้อเข่าอักเสบก็จะมีการสร้างน้ำข้อเข่าเพิ่มทำให้บวมตึงและปวด เอ็นรอบข้อจะมีขนาดใหญ่ขึ้น กล้ามเนื้อจะลีบลง เมื่อมีการเสื่อมมากขึ้นข้อเข่าก็จะมีการโก่งงอผิดรูป ซึ่งโดยปกติแล้วกระดูกอ่อนของคนเราเมื่อเกิดปัญหาหรือเสื่อมจะไม่สามารถรักษาได้ รอเพียงแค่เวลาให้เสียไปเพียงอย่างเดียว ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ คนทำงานที่ต้องใช้แรง นักกีฬาที่ประสบอุบัติเหตุ ส่งผลให้คุณภาพการใช้ชีวิตลดลง



อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม
  1. ปวดเข่า เมื่อมีการเคลื่อนไหว
  2. ลุกนั่งหรือเดินขึ้น ลง บันไดไม่คล่อง
  3. มีเสียงดังในข้อเวลาเคลื่อนไหวข้อเข่าบวม อักเสบ
  4. ข้อเข่าโก่งงอ ผิดรูป
  5. ข้อเข่ายึดติดไม่สามารถเหยียด หรืองอขาได้สุดเหมือนเดิม
สาเหตุของข้อเข่าเสื่อม

          สาเหตุของข้อเข่าเสื่อม เกิดจากกระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่ปกป้องส่วนปลายกระดูกข้อต่อเสื่อมลง ซึ่งทำให้เกิดอาการ ที่ได้กล่าวในข้างต้นตามมา เข่าเสื่อมที่มาจากสาเหตุอื่นหรือไม่ทราบสาเหตุ มีดังต่อไปนี้
  1. อายุ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งความเสี่ยงในการเกิดเข่าเสื่อมจะมีมากขึ้นเมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น โยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีอายุ 40 ปีขึ้นไป
  2. การบาดเจ็บ  ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ และแม้ว่าจะได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติแล้ว แต่ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดข้อเข่าเสื่อมได้ในอนาคต
  3. เพศ  เพศหญิงมีโอกาสเกิดข้อเข่าเสื่อมมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป
  4. โรคอ้วน ผู้ทีมีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน อาจทำให้ข้อต่างๆ โดยเฉพาะข้อเข่าต้องรับน้ำหนัก 3-4 เท่าต่อน้ำหนักตัว ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้เข่าเสื่อมได้เมื่อเวลาผ่านไป
  5. กรรมพันธุ์     ผู้ป่วยข้ออักเสบบางรายจะพบว่ามีประวัติของคนในครอบครัวเป็นโรคเข่าเสื่อม
  6. เกิดจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่นๆ เข่าเสื่อมอาจมีสาเหตุจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่นๆ ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดการทำลายของข้อต่อ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เก๊าท์


การฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม

          การฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม มีหลายวิธี เช่น การใช้ความร้อนเพื่อลดอาการปวดและคลายกล้ามเนื้อ การบริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรง การใช้สนับเข่า รวมทั้งการใช้ไม้เท้าหรือโครงโลหะช่วยเดินเพื่อแบ่งเบาแรงกระทำต่อข้อ และที่สำคัญยิ่งคือการให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับโรคที่เป็น รวมถึงแนวทางการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

แนวทางการักษาและฟื้นฟูอาการข้อเข่าเสื่อม 360 องศา

          การฟื้นฟูความแข็งแรงของโครงสร้างพยุงเข่า การทำกายภาพบำบัดในสระน้ำอุ่นเพื่อสร้างเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างพยุงรอบเข่า เช่นกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ด้วยคุณสมบัติด้านความร้อนของสระน้ำอุ่นและการนวดบำบัดในน้ำ ร่างกายจะมีการตอบสนองทางชีววิทยา โดยทุกส่วนของร่างกายที่อยู่ ในน้ำ จะได้รับแรงกดจากน้ำรอบตัวอันจะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตทั่วตัว ซึ่งเป็นประโยชน์อย่าง มากในการรักษาและบำบัดอาการของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น อาการปวดหลัง ปวดเข่า การปวดบริเวณคอและบ่า รวมไปถึงการช่วยบรรเทาการอักเสบของข้อต่อต่างๆ

กายภาพบำบัดหรือกิจกรรมบำบัด

          การกายภาพบำบัด เป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อเข่ามีความแข็งแรงและเรียนรู้วิธีเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อต่อจากนักกายภาพบำบัด ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้น ปวดน้อยลงและขยับเคลื่อนไหวได้มากขึ้น
          กิจกรรมบำบัด  ผู้ป่วยจะได้เรียนรู้วิธีใช้ชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม เช่นการทำงานบ้านหรือกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้มีความเจ็บปวดน้อยที่สุด

          ฉะนั้นการรักษาที่เป็นมาตราฐานผสมผสานกับวิธีการนอกกระแสที่ได้รับการศึกษาวิจัยและยืนยันผลสำเร็จแล้ว ทั้งนี้ได้คำนึงถึงการฟื้นฟูและจัดการกับปัจจัยสำคัญข้างต้นร่วมไปกับการรักษาอาการเฉพาะหน้า ดังนั้นในการรักษา ควรมีแพทย์ทางด้านกระดูกและข้อ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์ฝังเข็ม และทีมนักกายภาพบำบัดครบวงจร จะทำให้และฟื้นฟูข้อเข่าชะลอความเสื่อม ยืดอายุการใช้งานและเพิ่มคุณภาพการใช้งานของข้อมากขึ้น


ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค

วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)



            ปัจจุบันในการดำเนินชีวิตของมนุษย์เรานั้น การบริโภคอาหารซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของที่เราทำอยู่เป็นประจำอาจทำให้เราหลงลืมที่จะระมัดระวังในการเลือกบริโภค ซึ่งส่วนใหญ่เราคำนึงถึงแต่รสชาติอาหารมากกว่าคุณประโยชน์ที่เราจะได้รับ และอาหารบางประเภทอาจส่งผลต่อร่างกายเราอย่างเงียบๆ โดยที่เราไม่รู้ตัวทั้งนี้ ในกระบวนการของร่างกาย เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป อาหารจะถูกย่อยในกระเพาะอาหารและถูกดูดซึมในลำไส้เล็ก จากนั้นเศษอาหารจะเคลื่อนสู่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งมีความยาวประมาณ 5 ฟุต โดยลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่ดูดซึมน้ำและเกลือแร่บางอย่างที่เหลือจากการดูดซึมจากลำไส้เล็ก ทำให้กากอาหารมีลักษณะแข็งขึ้นเรื่อยๆและผ่านเข้าสู่ทวารหนักก่อนที่จะขับออกจากร่างกาย แต่ทั้งนี้ หากร่างกายไม่ได้ถูกขับถ่ายออกปกติก็จะทำให้กากอาหารเหล่านั้นสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อร่างกายของเรา และอาจนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ ซึ่งการค้นหาความผิดปกติต่างๆมีอยู่หลายวิธี การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เป็นอีกวิธีที่มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการประเมินปัญหาลำไส้ใหญ่




การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) 

      เป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการประเมินปัญหาในลำไส้ใหญ่ โดยใช้กล้องส่องลำไส้ใหญ่ (colonoscope) ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็ก ผอม ยาว  ยืดหยุ่นและโค้งงอได้ มีกล้องวีดีโอและดวงไฟขนาดเล็กมากติดอยู่ที่ปลายท่อ เมื่อทำการขยับและปรับกล้องส่องลำไส้อย่างเหมาะสมแล้ว แพทย์จะสามารถเคลื่อนไหวกล้องดังกล่าวในลำไส้ให้ไปในทิศทางที่ต้องการได้ ภาพที่กล้องบันทึกได้ในลำไส้ใหญ่จะปรากฏบนจอโทรทัศน์ ให้คุณภาพความคมชัดที่ดี และสามารถเก็บรายละเอียดภายในลำไส้ใหญ่ได้ทั้งหมด ซึ่งจะให้ความถูกต้องแม่นยำมากกว่าการทำเอกซเรย์



ใครบ้างที่ควรตรวจ

            ผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระ เช่นท้องผูก หรือท้องเสียเป็นประจำ หรือท้องผูกสลับท้องเสียหรือมีอาการดังนี้

1. ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน อาจจะเป็นสีแดงสด หรือสีคล้ำ มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ

2. เวลาเบ่งถ่ายอุจจาระมีติ่งเนื้อยื่นออกมาจากทวารหนักและมีเลือดออก

3. มีการแน่นอึดอัดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อและปวดท้องร่วมด้วย

4. มีก้อนในท้อง น้ำหนักลด ซีด อ่อนเพลีย

5ในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หากผลการตรวจปกติแนะนำให้ตรวจซ้ำทุก 10 ปี

6ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรเริ่มคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 40 ปีหากผลการตรวจปกติ แนะนำให้ตรวจซ้ำทุก 5 ปี

ประโยชน์ของการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่

1.ใช้ในการประเมินปัญหาที่เกิดขึ้นกับลำไส้ใหญ่ เช่น การเสียเลือด ความเจ็บปวด และอาการเปลี่ยนแปลงของลำไส้ใหญ่ เช่นท้องเสียเรื้อรัง หรืออาการผิดปกติอื่นๆ ที่อาจตรวจพบมาแล้วจากการตรวจร่างกายก่อนหน้านี้

2.บ่งชี้ให้แพทย์ทราบและช่วยในการรักษาอาการเลือดออกในลำไส้ใหญ่

3.ใช้ในการตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่และช่วยในการรักษาก้อนเนื้องอกแบบที่ไม่ใช่มะเร็ง(polyps)ที่เจริญเติบโตขึ้นที่บริเวณผนังลำไส้ใหญ่

การเตรียมตัวก่อนการส่องกล้อง

            หนึ่งวันก่อนส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยต้องรับประทานอาหารอ่อน งดผัก ผลไม้ ยาบำรุงเลือด ยาแก้ท้องเสีย ผู้ป่วยจะได้รับยาระบายรับประทานเพื่อทำความสะอาดลำไส้ทั้งหมด เพราะขณะแพทย์ทำการส่องกล้องจะได้เห็นลักษณะพื้นผิวของลำไส้อย่างชัดเจน การเตรียมลำไส้ดังกล่าวสามารถทำมาจากที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าพักในโรงพยาบาล หลังรับประทานยาระบาย ผู้ป่วยอาจมีถ่ายเหลวได้เฉลี่ย  6-8 ครั้ง หากผู้ป่วยถ่ายมากเกินไปและมีอาการอ่อนเพลียอาจดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทนได้ แต่ในบางรายที่ถ่ายท้องมากเกินไปและเพลียมาก อาจให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดเพื่อลดอาการอ่อนเพลีย
            ก่อนทำการส่องกล้องผู้ป่วยจะได้รับการฉีดยานอนหลับและยาลดอาการปวด เพื่อลดความรู้สึกตึงแน่นในท้องจากการเป่าลมเข้าไปเพื่อให้ลำไส้ขยายตัวออกเหมือนลูกโป่งที่พองตัว แพทย์จะได้เห็นความผิดปกติภายในได้อย่างละเอียด ใช้ระยะเวลาในการทำโดยเฉลี่ย 15-30 นาที

อาการที่อาจพบได้ภายหลังการตรวจ
1. อาการท้องอืดท้องเฟ้อ หรือปวดมวนท้องเล็กน้อยหลังรับการส่องกล้อง ซึ่งจะหายไปภายใน
   24 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น
2. เจ็บบริเวณท้องน้อย หรือทวารหนัก อาการเหล่านี้จะค่อยๆทุเลาลง และหายไป

การปฏิบัติตัวภายหลังการตรวจ

1. ให้สังเกตอุจจาระ อาจมีเลือดปนบ้างเล็กน้อย ถ้ามีเลือดออกมากผิดปกติ ให้รีบไปพบแพทย์

2. รายที่ได้รับยาระงับความรู้สึกทางหลอดเลือดดำ โดยผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวขณะตรวจ ห้ามขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร หรืองานที่ต้องใช้การตัดสินใจอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

3. ต้องรอให้ถึงวันนัด