วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

โรคไข้ชัก (Febrile convulsion)

โรคไข้ชัก (Febrile convulsion)


          โรคไข้ชัก หมายถึง อาการชักแบบเกร็ง หรือกระตุกทั้งตัวเกิดขึ้นขณะมีไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส โดยไม่มีการติดเชื้อในระบบประสาทหรือความผิดปกติของเกลือแร่ในร่างกาย และไม่เคยมีประวัติชักโดยไม่มีไข้ร่วมด้วยมาก่อน พบได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป ส่วนใหญ่พบในเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 3 ปี ในเด็กที่อายุมากกว่า 7 ปีแล้วพบได้น้อยมาก


สาเหตุ


          ภาวะนี้เกิดจากการที่สมองของเด็กเล็กยังเจริญไม่เต็มที่ ทำให้มีโอกาสชักได้เมื่อถูกกระตุ้นจากปัจจัยต่างๆเช่นไข้สูง และ สาเหตุที่แท้จริงของการชักในเด็กที่มีไข้สูงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เพราะมักมีประวัติโรคไข้ชักตอนเป็นเด็กของคนในครอบครัวร่วมด้วย และสาเหตุของไข้มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสของทางเดินหายใจส่วนบน คือโพรงจมูกและลำคอ (เช่นไข้หวัดใหญ่)เป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้อาจเกิดจากโรคหัดกุหลาบ(Roseola,โรคไข้ผื่นชนิดหนึ่งในเด็กเล็ก โดยเกิดจากเชื้อไวรัสเฮอร์พี/Herpes)และจากหูชั้นกลางอักเสบติดเชื้อ


อาการ
          เด็กจะเริ่มไม่สบาย โดยอาจมีอาการน้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ เบื่ออาหาร อาเจียน ถ่ายอุจจาระบ่อย ซึมลง มีไข้สูงและชัก ลักษณะของการชัก คือตัวจะแข็งเกร็ง มือเท้ากระตุก ตาเหลือก กัดฟันแน่น น้ำลายฟูมปาก ไม่รู้สึกตัว อาจมีอาเจียน หรือถ่ายปัสสาวะ อุจจาระขณะที่กำลังชัก อาการชักมักจะนานไม่เกิน 15 นาที ในรายที่ชักอยู่นาน ใบหน้า ริมฝีปาก และมือเท้าจะเขียวจากการขาดออกซิเจน
          โดยทั่วไปภาวะนี้จะไม่มีผลต่อพัฒนาการ หรือการเรียนรู้ของเด็กที่เดิมแข็งแรงดี ยกเว้นในบางรายที่มีอาการชักติดต่อกันเป็นเวลานาน (โดยเฉพาะถ้านานมากกว่า 30 นาที)จนมีภาวะตัวเขียว ขาดออกซิเจน ทำให้อาจมีผลต่อสมองได้ แต่โดยทั่วไปอาการชักชนิดนี้ มักจะหยุดได้เองภายในเวลา 3-5 นาที จึงไม่น่ามีอันตรายต่อสมองของเด็ก และโอกาสชักซ้ำ จะมีประมาณ 1ใน 3 ของผู้ป่วยที่มีไข้สูง จนกว่าจะอายุมากกว่า 5-6 ปี ส่วนในรายที่เริ่มมีอาการชักจากไข้ครั้งแรกก่อนอายุ 1 ปี และมีประวัติคนในครอบครัวมีภาวะนี้ในตอนเด็ก อาจมีโอกาสชักซ้ำได้มากขึ้น


การป้องกัน


          โรคไข้ชักมักเกิดเมื่อเด็กมีไข้สูงเท่านั้น แต่ไม่ได้เกิดในเด็กที่มีไข้สูงทุกคน และเนื่องจากในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ จึงยังไม่มีวิธีป้องกันการชักจากภาวะไข้สูงที่ชัดเจน แต่สิ่งที่สามารถป้องกันได้ดีที่สุด คือ การสังเกตอาการของบุตรหลาน ถ้าพบว่าไข้สูงมาก ควรให้ยาพาราเซตามอล และเช็ดตัวลดไข้ทันที และควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของไข้ และให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป


การปฐมพยาบาลเบื้องต้นในเด็กที่กำลังชัก
          -จับให้เด็กนอนตะแคง ไม่หนุนหมอน หันศีรษะไปด้านใด ด้านหนึ่ง เพื่อป้องกันการสำลัก
          -คลายเสื้อผ้าให้หลวม
          -ห้ามใช้ช้อนหรือวัตถุอื่นใด หรือนิ้วมืองัดปาก และห้ามป้อนยาหรือน้ำทางปาก ในขณะที่เด็กไม่รู้สึกตัว
          -เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น ไม่ควรเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น หรือแอลกอฮอล์
          -นำเด็กส่งโรงพยาบาล หรือพบแพทย์ เพื่อให้แน่ใจว่าสาเหตุของการชักเกิดจากไข้สูง หรือสาเหตุอื่น เช่นการติดเชื้อในสมอง ซึ่งต้องรักษาที่ต้นเหตุด้วย


การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ในเด็กที่มีไข้สูง

          -รับประทานยาลดไข้กลุ่มพาราเซตามอล
          -ให้เด็กดื่มน้ำบ่อยๆ
          -เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นและขณะเช็ดตัว ควรปิดพัดลม หรือปิดเครื่องปรับอากาศ
          -สำหรับวิธีการเช็ดตัว ควรถอดเสื้อผ้าออกให้หมด ใช้ผ้าขนหนูขนาดเล็กชุบน้ำให้ชุ่มพอควร แล้วเช็ดชโลมให้ทั่วตั้งแต่ใบหน้า ลำคอ ลำตัว ทั้งแผ่นหน้าและแผ่นหลัง แขนและขา ทำซ้ำหลายๆ ครั้ง ขณะที่เช็ดตัวให้ประคบด้วยผ้าชุบน้ำที่บริเวณ หน้าผาก รักแร้ และขาหนีบไว้ด้วย
          -ถ้าปลายมือ ปลายเท้าเย็น ควรใช้น้ำอุ่นประคบ กรณีไข้ไม่ลดลง ควรไปพบแพทย์

          สรุปสิ่งที่ควรรู้จากโรคไข้ชัก คืออาการชักจากไข้พบว่า มีปัจจัยทางด้านพันธุกรรมเกี่ยวข้องด้วย เด็กที่เกิดในครอบครัวที่มีประวัติการชักจากไข้จะมีโอกาสชักจากไข้สูงมากกว่า เด็กที่ครอบครัวไม่มีประวัติชักจากไข้ โดยทั่วไปแล้ว การชักจากไข้สูงไม่ทำให้เกิดสมองพิการ เด็กจะมีความสามารถในการเรียนและสติปัญญา(IQ) เหมือนเด็กปกติทั่วไป ในการเกิดอาการชักซ้ำจากไข้ โดยทั่วไปโอกาสเกิดอาการชักซ้ำพบร้อยละ 30 และมักเกิดภายใน 2 ปีแรก การป้องกันการชักซ้ำ เมื่อเริ่มมีไข้ให้กินยาลดไข้พาราเซตามอล และเช็ดตัวลดไข้ แล้วพามาพบแพทย์ ส่วนการให้ยากันชักอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแล และผู้ปกครองต้องเข้าใจวิธีการบริหารยากันชัก อย่างถูกต้อง

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

โรคหลอดเลือดในสมองแตก


โรคหลอดเลือดในสมองแตก
โดย นพ.มาโนช เล้าวงศ์  Surgical Management of Hemorrhagic Stroke



      โรคหลอดเลือดในสมองแตกพบได้ประมาณ 20% ของโรคหลอดเลือดสมองมีสาเหตุเกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบางร่วมกับภาวะความดันโลหิตสูง. ทำให้บริเวณหลอดเลือดนั้นโป่งพองและแตกออกหรือจากหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่นเนื่องจากมีการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแตกได้ง่ายเป็นเหตุให้มีเลือดออกในสมองส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้สูงถึง. 30-50% 


     ปัจจัยที่มีผลลบต่อการพยากรณ์โรคของผู้ป่วยที่สำคัญได้แก่ ปริมาตรของก้อนเลือดในสมอง, ขนาดของก้อนเลือดที่เพิ่มขึ้น และมีการแตกของก้อนเลือดเข้าไปในโพรงน้ำของสมอง พบว่าการเพิ่มขนาดของก้อนเลือดในสมองภายใน24ชั่วโมงแรก พบได้ประมาณ 20-40 %. ของผู้ป่วย

การรักษา:
การรักษาเส้นเลือดแตกในสมองมีอยู่ 2 วิธีคือการรักษาทางยา (medical treatment) และการผ่าตัดรักษา(surgical treatment) ผู้ป่วยทุกรายจะต้องได้รับการรักษาทางยาเมื่อแรกเข้ามาในโรงพยาบาล. แล้วค่อยพิจารณาถึงการรักษาด้วยการผ่าตัดเอาก้อนเลือดออกโดยต้องคำนึงถึงความเหมาะสมเป็นรายๆไปซึ่งการรักษาทั้งสองวิธีนี้ต้องพิจารณาร่วมกันเสมอเพื่อผลลัพธ์ ที่ดีที่สุดต่อผู้ป่วย


1. การรักษาทางยา
ผู้ป่วยที่มีเลือดออกในสมองจะมีการเปลี่ยนแปลงคือความรู้สึกตัวลดลง, ความดันโลหิตสูง, สมองบวมและภาวะความดันในสมองสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสมอง การรักษาจะต้องแก้ไขสภาวะผิดปกติเหล่านี้ให้กลับคืนสู่ปกติโดยเร็วหรือไม่ให้เพิ่มมากขึ้น การรักษาคือ

1.1 การดูแลทางเดินลมหายใจ
      ในผู้ป่วยที่มีอาการซึมมากหรือไม่รู้สึกตัว มักจะมีการหายใจ ช้า ลิ้นตก อาเจียนและสำลัก เป็นสาเหตุของการอุดตันทางเดินหายใจ

1.2 การควบคุมความดันโลหิตสูง เพื่อป้องกันการหลอดเลือดแตกเพิ่มขึ้น

1.3 ลดความดันในโพรงกะโหลกศีรษะ
1.4 การให้สารน้ำและเกลือแร่
1.5 การให้ยาป้องกันชัก


2. การรักษาด้วยการผ่าตัด
ปัจจัยที่ต้องคิดถึงคือ:
  2.1 ความรู้สึกตัวพบว่าผ่าตัดรักษาผู้ป่วยขณะรู้สึกตัวอยู่จะได้ผลดีกว่าการผ่าตัดเมื่อผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวแล้ว
  2.2 ความดันโลหิตสูง ถ้าไปทำผ่าตัดในระยะนี้จะมีอัตราการตายสูงเพราะเป็นระยะที่มีภาวะหลอดเลือดในสมองหดตัว เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลงและอาจเกิดการแตกของเส้นเลือดซ้ำหลังผ่าตัดได้
  2.3 ตำแหน่งและขนาดของก้อนเลือด เส้นเลือดแตกที่แกนสมองจะไม่ผ่าตัด
  2.4 การกดเบียดต่อสมองที่ดีของก้อนเลือด
 2.5 เวลาของการผ่าตัด ถ้าผู้ป่วยมีอาการคงที่และไม่ทรุดลง ควรรักษาทางยาก่อน แล้วค่อยทำการผ่าตัดในวันที่4-5หลังเลือดออก จะให้ผลการผ่าตัดที่ดีกว่าเพราะสมองมีการยุบบวมแล้วและเกิดการแตก ซ้ำหลังผ่าตัดน้อย แต่ในรายที่เมื่อเข้ามารักษาในโรงพยาบาลแล้วความรู้สึกตัวเลวลงเป็นลำดับก็จำเป็นต้องรีบผ่าตัดเอาก้อนเลือดออกโดยด่วน ถ้ารอจนอาการโคม่าแล้วการผ่าตัดจะไม่ได้ผลดี
  2.6 ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมเช่นโรคเบาหวาน ,โรคหัวใจ,ไตวาย และอายุมากจะทำให้ผลลัพธ์การผ่าตัดไม่ดี
  2.7 บุคคลากรในหอผู้ป่วยวิกฤติต้องได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทาง

สรุป :

       ภาวะเส้นเลือดในสมองแตกยังเป็นโรคที่มีอัตราเสียชีวิตสูงและผู้ป่วยที่รอดชีวิตก็จะมีความพิการตามมาไม่มากก็น้อย เพราะเลือดที่ออกมาจะทำลายหน้าที่ของสมองที่สำคัญรวมทั้งส่วนที่เกี่ยวกับความรู้สึกตัวผู้ป่วยจะเสียชีวิตด้วยความดันในกระโหลกศีรษะสูงและแกนสมองสูญเสียหน้าที่ การรักษาจึงมีเป้าหมายทำให้ความดันภายในกระโหลกศีรษะลดลงและป้องกันการสูญเสียหน้าที่ของแกนสมองเลือดที่ออกในบางตำแหน่งหรือในรายที่หมดสติแล้ว การผ่าตัดจะไม่ค่อยมีประโยชน์และมีอัตราตายสูง ผลการผ่าตัดจะได้ผลดีในรายที่ยังไม่ถึงกับหมดสติ ดังนั้นระยะเวลา ในการตัดสินใจทำผ่าตัดและระดับความรู้สึกตัวของผู้ป่วยจึงเป็นเรื่องสำคัญจุดมุ่งหมายในการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดคั่งในสมองคือให้ผู้ป่วยมีอัตราตายและความทุพพลภาพลดลงให้เหลือน้อยที่สุด