วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ทำซุปก้อนจากก้างปลา…ทำได้จิงอ่ะ…

โดย.... คุณศกุณตลา  อินถา
หัวหน้าแผนกโภชนาการ




เชื่อไหมคะว่า…ทำได้จริง….




เรื่องมันเริ่มมาจากผู้ป่วยสั่งข้าวต้มปลา….DK  จึงต้องสั่งซื้อปลามาจากตลาดเราจะสั่งปลาทับทิมตัวละ  1  กิโลกรัมมาแล่เอาเฉพาะเนื้อปลามาใช้   แต่ด้วยนักโภชนาการมานั่งคิดว่าเมื่อเราแล่เอาเนื้อปลาออก  จะเหลือเนื้อปลาที่ติดอยู่ตามก้างปลา  แก้มปลา  ความเสียดายก็เกิดขึ้นเราลองเอาก้างปลาที่เหลือมาต้มแล้วแกะเนื้อปลาออกมาทำน้ำพริกปลา  ลาบปลา  แกงส้ม หรือขนมจีนน้ำยาเป็นต้น ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่าย การสั่งปลาลง 1-4  กิโลกรัมต่อเมนู 
จากนั้นความเสียดายก็เกิดขึ้นอีกเราเสียดายก้างปลาอีกจึงมานั่งคิดกันว่าเราจะเพิ่ม
มูลค่าของก้างปลาได้อย่างไรอีก



และนี่คือจุดเริ่มต้นของงานวิจัย




ศึกษาความเป็นไปได้และการนำไปใช้ประโยชน์ของซุปก้อนแปรรูปจากหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้ 



จากการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้  มาผลิตเป็นซุปก้อน พบว่าสามารถทำได้ โดยใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ในแผนกโภชนาการอาทิ  หม้ออัดแรงดันที่มีความดัน  5  ปอนด์ต่อตารางนิ้ว  เครื่องปั่นอาหาร  กระชอน  แม้กระทั่งเครื่องปรุงรสต่างๆ  สามารถนำมาใช้ในการประกอบอาหารในแผนกโภชนาการได้  อีกทั้งยังตรวจพบคุณค่าสารอาหารต่างๆ ในซุปก้อนดังนี้ 

คุณค่าสารอาหารที่ตรวจพบ
ซุปก้อน 10 กรัม
แร่ธาตุทั้งหมด
3.533   กรัม
ไขมัน
0.636   กรัม
โปรตีน
1.155   กรัม
คาร์โบไฮเดรต
2.300   กรัม
น้ำ
2.376   กรัม





อีกทั้งยังปราศจากการใช้แอมโมเนียหรือยูเรีย และโซดาไฟหรือโซเดียมไฮดรอกไซด์เป็นวัตถุดิบหลักเหมือนเช่นซุปก้อนที่มีอยู่ขายกันในปัจจุบัน 

ข้อจำกัดในการวิจัยครั้งนี้


  1. จากการนำหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้  มาผลิตเป็นซุปก้อนครั้งนี้  ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ในแผนกโภชนาการอาทิ  หม้ออัดแรงดันที่มีความดัน  5  ปอนด์ต่อตารางนิ้ว  เครื่องปั่นอาหาร  ซึ่งหากต้องนำหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้ จำนวนมากมาต้มและบดให้ละเอียดนั้น  จะต้องใช้หม้ออัดแรงดันที่มีความดัน   เครื่องปั่นอาหารที่มีประสิทธิภาพมากกว่าและใหญ่กว่าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
  2. ในการตรวจสอบหาคุณค่าสารอาหารในซุปก้อนที่ได้จากหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้  ในส่วนของ การวิเคราะห์แร่ธาตุนั้น ได้ทำการวิเคราะห์แร่ธาตุรวม  ไม่ได้วิเคราะห์แร่ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสและแร่ธาตุอื่นๆ   ซึ่งน่าจะพบแร่ธาตุดังกล่าวในปริมาณมาก

ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป

  1.  น่าจะทำการทดลองวิเคราะห์แร่ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสและแร่ธาตุอื่นๆ  รวมทั้งตรวจหาเชื้อโรคที่ปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นในซุปก้อนที่ได้จากหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้เมื่อเวลาผ่านไป
  2. การดัดแปลงต่อยอดเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ป่วย
  3. ทำการจดสิทธิบัตร  ซุปก้อนที่ได้จากหัวปลาและก้างปลาทับทิมที่เหลือใช้
  4. จัดทำเครื่องประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ซุปก้อนเพื่อการต่อยอด

มารู้จักโรคเลือดจางธาลัสซีเมียกันเถอะ

โดย ... พญ.ลัลธริมา ภู่พัฒน์    อายุรแพทย์โลหิตวิทยา

 

ธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นโรคเลือดจางชนิดหนึ่ง ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม และพบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย โดยมีอุบัติการณ์ประมาณร้อยละ 1 ของประชากร เกิดจากความผิดปกติในการสร้างสายโกลบิน (Globin)  ซึ่งเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin; Hb) หรือสารสีแดงในเม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย 

ในคนปกติจะมีการสร้างสายโกลบิน 2 ชนิด คือสายเบต้า และสายแอลฟ่า เป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบิน ในปริมาณเท่าๆกัน แต่คนที่เป็นโรคเลือดจางธาลัสซีเมียจะไม่สามารถสร้างสายโกลบินชนิดใดชนิดหนึ่งได้ หรือสร้างได้ในปริมาณที่น้อยกว่าอีกชนิดหนึ่ง ดังนั้น จึงทำให้ปริมาณฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยโรคนี้มีปริมาณน้อยลง เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างผิดปกติ ตัวเล็ก และแตกง่าย เนื่องจากเม็ดเลือดแดงไม่มีความยืดหยุ่น ถูกจับทำลายได้ง่ายโดยม้าม ผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมียจึงมีอาการโลหิตจางมาแต่กำเนิด ตัวเหลืองตาเหลืองเนื่องจากการแตกตัวของเม็ดเลือดแดง ถ้าเป็นมากจะเติบโตไม่สมอายุ หน้าตาเปลี่ยนไปเนื่องจากกระดูกใบหน้าขยายตัว ตับม้ามโต และมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา บางชนิดอาการรุนแรงมากทำให้บวมน้ำ และเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ครรภ์มารดา

การถ่ายทอดทางพันธุกรรมของโรคธาลัสซีเมียเป็นแบบลักษณะด้อย (autosomal recessive) ผู้ที่เป็นโรคนี้จึงต้องได้รับพันธุกรรมที่ผิดปกติมาจากทั้งพ่อและแม่ ส่วนผู้ที่ได้รับพันธุกรรมที่ผิดปกติ จากพ่อหรือแม่เพียงคนใดคนหนึ่ง จะมีพันธุกรรมผิดปกติเพียงครึ่งเดียว เรียกว่าเป็น พาหะ ซึ่งจะไม่มีอาการใดๆ แต่สามารถถ่ายทอดพันธุกรรมที่ผิดปกตินั้นต่อไปยังลูกหลานได้  เนื่องจากประชากรไทยเป็นพาหะจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรทราบว่าตนเองและคู่สมรส เป็นพาหะธาลัสซีเมียหรือไม่ เพื่อทราบความเสี่ยงที่จะมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งควรตรวจก่อนแต่งงาน หรือก่อนมีบุตร หากคู่แต่งงานใดเป็น คู่เสี่ยงคือเป็นพาหะที่มีโอกาสมีลูกเป็นธาลัสซีเมีย และตัดสินใจที่จะมีบุตร สามารถตรวจว่าเด็ก
ในครรภ์เป็นโรคธาลัสซีเมียหรือไม่ได้ด้วยวิทยาการในปัจจุบัน โดยการเจาะตรวจน้ำคร่ำ เจาะเลือดจากสายสะดือ หรือตัดชิ้นเนื้อรกไปตรวจ
การรักษาโรคธาลัสซีเมีย แบ่งเป็นการรักษาให้หายขาด และการรักษาตามอาการ  การรักษาให้หายขาด ปัจจุบันมีเพียงวิธีเดียว คือ การปลูกถ่ายไขกระดูกโดยนำเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดของผู้อื่นที่มีความเข้ากันได้มาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วย โดยผู้ป่วยจะได้รับยาเคมีบำบัดขนาดแรงซึ่งมีฤทธิ์ในการทำลายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่มีความผิดปกติ จากนั้นจะนำเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดของผู้อื่นที่เข้ากันได้มาให้กับผู้ป่วยทางเส้นเลือด  และรอให้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากผู้ให้เติบโตขึ้นเป็นเม็ดเลือดแดงใหม่ซึ่งมีความปกติ แต่วิธีการรักษาโดยการปลูกถ่ายไขกระดูกนั้นค่อนข้างอันตราย มีโอกาสเสียชีวิตในขั้นตอนการรักษาได้ และการปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นเพียงการแก้ความผิดปกติของไขกระดูกเท่านั้น ไม่ได้แก้ไขพันธุกรรม ดังนั้นแม้ว่าผู้ป่วยจะมีการสร้างเม็ดเลือดได้ปกติแล้ว ก็ยังมีพันธุกรรมที่ผิดปกติซึ่งถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้

การรักษาส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงยังคงเป็น การรักษาตามอาการ ซึ่งประกอบด้วย

1. การให้เลือดเพื่อแก้ไขภาวะซีด ซึ่งหากผู้ป่วยได้รับเลือดที่ไม่เพียงพอ จะมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ เจริญเติบโตช้า  ไขกระดูกส่วนต่างๆ ทำงานหนักเพื่อสร้างเม็ดเลือดขึ้นชดเชยเม็ดเลือดแดงที่แตกไป จึงมีการขยายขนาดของกระดูกใบหน้า และกระดูกอื่นๆ ทำให้มีรูปหน้าเปลี่ยนแปลงไป กระดูกพรุนและหักง่าย นอกจากนี้ยังมีการขยายขนาดของตับม้าม เพื่อช่วยสร้างเม็ดเลือด ทำให้ผู้ป่วยมีตับม้ามโตร่วมด้วย
2. การรับประทาน กรดโฟลิค เสริมตลอดชีวิต เพื่อช่วยในการสร้างเม็ดเลือด
3. การรับประทานยาฆ่าเชื้อ ในผู้ป่วยธาลัสซีเมียที่ได้รับการตัดม้าม ซึ่งมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้น จึงควรได้รับวัคซีนก่อนตัดม้าม และได้รับประทานยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันการติดเชื้อจนกว่าจะอายุเกิน 5 ปี
4. การขับเหล็ก เนื่องจากผู้ป่วยธาลัสซีเมีย จะมีการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ และได้ธาตุเหล็กปริมาณมาก จากการรับเลือดแต่ละครั้ง ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เครื่องในสัตว์ และควรได้รับยาขับเหล็ก เมื่อมีค่าเฟอร์ริติน ซึ่งแสดงถึงธาตุเหล็กในร่างกายเกิน 1000 ไมโครกรัมต่อลิตร

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555

โรคมือเท้าปากเป็นแผล


โดย นพ.โสรัจ ลักษณ์ไกรศร  (กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลแมคคอร์มิค)
  • เกิดจากเชื้อไวรัสหลายตัว เช่น Enterovirus 71, Coxsackievirus A5,A7,A9 และ A10 ,Coxsackie virus B2 และ B5
  • มักเป็นในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี และ ระบาดในฤดูฝน
  •  สถิติการเกิดโรคในประเทศไทย ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 1 ก.ค. 2555 พบโรคมือเท้าปาก 10,813 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต
  • การติดต่อ: เกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับเชื้อที่เปื้อน ในน้ำมูก น้ำลาย หรือ อุจจาระ ผู้ป่วยส่วนน้อยเกิดจากการไอจามรดกัน การรักษา : รักษาตามอาการ ไม่มียาเฉพาะเจาะจงเด็กทั่วไป 95% จะหายใน 5-7 วัน
  • โรคแทรกซ้อนสำคัญที่ทำให้เสียชีวิต คือ สมองอักเสบและหัวใจล้มเหลว
  • อาการแสดง ที่บ่งว่า เป็นโรครุนแรงและอาจมีโรคแทรกซ้อน
  1.  มีไข้สูง ร่วมกับมีอาการ เหนื่อยหอบ ร่วมกับ ชักเกรง , สั่น , แขนขาอ่อนแรง 2. 2.
  2. ไข้สูง > 39 องศา ร่วมกับอาการ อาเจียน ท้องเสีย ทานน้ำ และอาหารไม่ได้