วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อีกทางเลือก……เพิ่มน้ำนมให้ลูกน้อย

อีกทางเลือก……
บทความโดย ศกุณตลา อินถา
นักโภชนาการ

หมอคะ...ทำไมหนู..ไม่มีน้ำนมให้ลูกเลยคะ
....หมอคะ... แรกๆก็มีน้ำนมนะคะ แต่พอได้ 1-2 อาทิตย์น้ำนมก็แห้งค่ะ.
...หมอคะ... คลอดลูกคนแรกก็ไม่มีน้ำนมค่ะ ท้องนี้คงไม่มีแน่เลยค่ะ ทำไงดี
.....หมอคะ... ขณะที่นอนอยู่โรงพยาบาล ก็คัดเต้านม พอกลับมาบ้านไม่เห็นมีน้ำนมค่ะ

นี่คือคำถามที่ฉันได้ยินบ่อยๆขณะที่หน้าที่ให้ความรู้คำปรึกษาแก่หญิงหลังคลอดที่ต้องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ทราบว่า เมื่อกลับไปบ้านแล้วต้องเลี้ยงลูกเอง จะปฏิบัติตัวอย่างไรไม่ว่าเรื่องการให้นมบุตร การรับประทานอาหาร การปฏิบัติตัวเมื่อต้องพบกับความเชื่อของผู้เฒ่าผู้แก่ (ผู้สูงอายุ) เรื่องการอยู่ไฟ โดยเฉพาะความเชื่อของคนภาคเหนือ ฯลฯ แม้ฉันจะอยู่ในฐานะนักโภชนาการไม่ใช่หมอ แต่ด้วยความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาตอนสมัยเป็นพยาบาลจึงได้นำมาถ่ายทอดให้แก่หญิงหลังคลอด ก็ยังเจอปัญหาเรื่องการไม่มีน้ำนมให้แก่ลูกอยู่เสมอ บางรายโทรศัพท์มาปรึกษาฉันว่า เมื่อวานร้องไห้ เครียด เพราะไม่มีน้ำนมให้ลูก บ้างก็เล่าว่าในสัปดาห์แรกหลังคลอดผู้เฒ่าผู้แก่ (ผู้สูงอายุ) จะให้ทานแต่ข้าวเหนียวอย่างเดียว ห้ามทานอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ไข่ นม ผัก ผลไม้ ฉันเริ่มมองเห็นความเสี่ยงปัญหาทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของหญิงหลังคลอด ว่าเป็นเรื่องที่ต้องรีบช่วยหาทางแก้ไข แม้จะไม่สามารถแก้ได้ทั้งหมดแต่แค่ขอให้คลายความทุกข์ลงได้บ้างก็ยังดี

ฉันพยายามค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆจาก internet และผู้รู้หลายๆท่านโดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่
(ผู้สูงอายุ) อย่างที่บอกคนภาคเหนือมีความเชื่อเรื่องการอยู่ไฟมากมาย จึงรวบรวมความรู้ที่ได้มาปรึกษาทีมงานซึ่งประกอบด้วยหัวหน้าแผนกโภชนาการและนักโภชนาการ ว่าจะช่วยหญิงหลังคลอดได้อย่างไร มติที่ประชุมตกลงว่า เราจะนำสมุนไพรมาช่วยในการกระตุ้นการขับน้ำนม โดยการใช้หัวปลี

สาเหตุที่เลือกหัวปลีมาใช้เพราะ

  1. มีคุณค่าสารอาหาร แร่ธาตุต่างๆมากมาย
  2. หาได้ง่ายตามท้องถิ่น
  3. ราคาถูก
  4. เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้กันมานาน

แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า

  1. บางคนทานหัวปลีไม่ได้ เพราะว่ามีรสชาติฝาด
  2. วีธีการปรุงประกอบทำได้โดยต้ม แกง ยำ จึงทำให้เบื่อได้ง่าย


ดังนั้นทีมงานจึงได้คิดค้นการดัดแปลงเมนูอาหารประเภทหัวปลีขึ้น เพื่อให้

  1. ง่ายแก่การรับประทาน
  2. เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการปรุงประกอบอาหารเมนูหัวปลี


แต่ฉันก็ไม่ลืมที่จะคำนวณคุณค่าสารอาหาร เกลือแร่ วิตามินที่มีอยู่ในหัวปลี รวมทั้งสารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวัน ตามความรู้ที่เรียนมา ที่สำคัญที่สุดหญิงหลังคลอดต้องรับประทานอาหารให้ครบ
5 หมู่ รวมทั้งเทคนิคการป้อนนม จากนั้นฉันก็ตั้งชื่อเมนูนี้ว่า เครื่องดื่มสมุนไพรเพิ่มสายใยรักจากแม่สู่ลูก หรือเรียกง่ายๆว่า น้ำหัวปลีนั่นเอง



วิธีการทำ

  1. นำหัวปลีมาแกะเอาส่วนที่แก่และส่วนที่เป็นเกสรออก
  2. ผ่าหัวปลีออกเป็นส่วนๆ นำหัวปลีไปแช่ในน้ำเกลือสักครู่หนึ่ง
  3. นำน้ำเกลือไปต้มจนเดือด จากนั้นนำหัวปลีลงต้ม
  4. นำหัวปลีสุกมาหั่นฝอย
  5. นำหัวปลีฝอยและน้ำที่ต้มแล้วไปปั่นจนละเอียด
  6. เติมงาดำคั่วบดลงไป ปรุงรสชาติด้วยน้ำตาลทรายและเกลือตามใจชอบ


ขณะนี้ทางแผนกโภชนาการ โรงพยาบาลแมคคอร์มิคของเรามี Order สั่งจากหญิงหลังคลอดทุกวัน ท่านใดสนใจสามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทร. 0-5392-1777 ต่อ 1222, 1523 หรือ 0-8586-82635

บรรณานุกรม

  1. การบริหารจัดการคลินิคนมแม่สำหรับโรงพยาบาลทุกระดับ โดย กลุ่มอนามัยแม่และเด็ก สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย
  2. ข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันและแนวทางการบริโภคอาหารสำหรับคนไทย คณะกรรมการจัดทำคู่มือข้อกำหนดสารอาหารประจำวันที่ร่างกายควรได้รับของประชาชนชาวไทย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพฯ : องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก 2530
  3. ตารางแสดงคุณค่าอาหารไทยในส่วนที่กินได้ 100 กรัม กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพฯ : องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก 2530
  4. E-learning วิทยาลัยพยาบาลเครือข่ายภาคกลางhttp://mail.bcnnv.ac.th/~pop/obs/active_birth2.htm)

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552

การรักษารากฟัน - ทพญ.รัชนีวรรณ ดวงพัตรา


โอ๊ย ! ปวดฟันจัง “คุณหมอ.. จะมาอุดฟันค่ะ” บ่อยครั้งที่มีคนไข้มาหาด้วยอาการแบบนี้ พอตรวจดูในช่องปาก พบว่าฟันกรามใหญ่ที่คนไข้ชี้ให้ดูมีรอยผุใหญ่และลึก ทะลุโพรงประสาทฟันแล้วมักมีอาการปวดมาหลายสัปดาห์แล้ว บางครั้งก็ปวดๆ หายๆ เคี้ยวอะไรไม่ค่อยได้ พอหมอลองเคาะฟันคนไข้ก็จะบอกว่าเจ็บ ในฟันที่ผุลึกจนปวดขนาดนี้จะอุดเฉยๆ ไม่ได้นะคะ ถ้าจะให้หายปวดมี 2 วิธี คือ รักษารากฟันหรือไม่ก็ถอนออก กรณีที่คนไข้ต้องการเก็บฟันซี่นี้ไว้ควรจะรักษารากฟัน


การรักษารากฟัน คือ การนำส่วนที่อยู่ในโพรงประสาทฟันออก (ได้แก่ เส้นเลือดและเส้นประสาท) ใส่ยาจนปราศจากเชื้อโรคแล้วอุดภายในรากฟันด้วยวัสดุอุดฟัน โดยหมอฟันจะเลือกทำในกรณีต่อไปนี้


1. โพรงประสาทฟันติดเชื้อและโพรงประสาทฟันที่ตายแล้วหรือกำลังจะตาย
2. การที่ฟันได้รับการกระทบกระแทกจนทำให้ฟันแตกหักจนถึงโพรงประสาทฟัน
3. กรณีที่จำเป็นต้องนำประสาทฟันที่ดีออกเพื่อผลต่อการรักษาบางอย่าง โดยกรณีนี้หมอฟันจะต้องปรึกษาคนไข้ก่อนเสมอ


ปกติหมอฟันจะทำเฉพาะซี่ที่สำคัญๆ และจะทำให้เมื่อพิจารณาแล้วไม่พบว่า
1. เยื่อยึดรากฟันมีไม่พอหรือไม่แข็งแรงพอ
2. ฟันซี่นั้นไม่อยู่ในสภาพที่จะอุดหรือครอบได้
3. ฟันซี่นั้นไม่มีความสำคัญต่อสุขภาพช่องปาก เช่น ฟันกรามถาวรซี่ที่ 3 ที่ไม่มีคู่สบ
4. ยาที่ใช้รักษาอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่คนไข้บางราย เช่น การแพ้ยา

ขั้นตอนการรักษารากฟัน
1. การรักษารากฟัน หมอต้องเปิดโพรงประสาทฟันโดยใช้เครื่องมือเจาะรูเข้าไปในโพรงประสาทฟัน ถ้าฟันซี่นี้ปวดเพราะมีหนอง อาการปวดจะลดลงเพราะมีช่องระบายหนองออก
2. การใช้เข็มอันเล็กๆ สอดเข้าไปในโพรงประสาทฟันเพื่อเกี่ยวเอาเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟันที่อักเสบติดเชื้อออกและทำความสะอาดโดยการล้างด้วยน้ำยา ในฟันหน้าที่มีเพียงรากเดียวจะใช้เวลาไม่นาน แต่ในฟันหลังซึ่งมีหลายรากต้องใช้เวลาในการทำความสะอาดแต่ละรากเพิ่มขึ้น ในขั้นตอนนี้หมอฟันอาจต้องนัดมาทำหลายครั้ง
3. หลังจากหมอฟันทำความสะอาดภายในรากฟันจนสะอาดปราศจากเชื้อแล้ว และคนไข้ไม่มีอาการปวด ในรากฟันไม่มีหนอง หมอฟันจะอุดภายในรากฟันให้เต็ม ไม่ให้มีเนื้อที่ว่างสำหรับเป็นที่อยู่ของเชื้อโรค
4. หลังจากอุดภายในคลองรากฟันเรียบร้อยแล้ว หมอจะบูรณะส่วนตัวฟันด้านบน ซึ่งถ้ารอยผุเดิมไม่ใหญ่มากอาจใช้วิธีการอุด แต่ถ้ารอยผุเดิมมีขนาดใหญ่เหลือเนื้อฟันน้อย เป็นฟันหน้าที่ต้องการความสวยงามหรือเป็นฟันกรามที่ต้องใช้ในการบดเคี้ยวอาหาร หมอจะแนะนำให้ใส่เดือยฟันและทำครอบฟันซึ่งมีความแข็งแรงกว่าการอุดธรรมดา ป้องกันฟันแตกหัก เสมือนการใส่หมวกกันน็อคให้กับฟัน


อัตราความสำเร็จในการรักษารากฟันในแต่ละงานวิจัยไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 80-90% ขึ้นกับสภาพเดิมของฟันและความสามารถในการกำจัดเชื้อโรคในรากฟันของหมอฟัน หากหลังจากรักษารากฟันแล้วยังมีอาการปวด เหงือกบวม หรือมีหนอง เป็นข้อบ่งชี้ว่าการรักษารากฟันนั้นล้มเหลว จำเป็นต้องทำการรื้อวัสดุอุดเก่าออกและรักษารากฟันใหม่ หรือถ้าเกิดข้อแทรกซ้อนระหว่างการรักษา เช่น มีเครื่องมือหักคาที่ปลายรากฟัน อุดเกินปลายรากฟันแล้วไม่สามารถเอาออกได้ อาจต้องทำศัลยกรรมปลายรากฟันร่วมด้วยเพื่อเก็บฟันซี่นี้ไว้


ถ้าจะให้ดี หมอว่าควรจะรักษาสุขภาพช่องปากให้ดี แปรงฟันทุกครั้งหลังอาหาร ใช้ไหมขัดฟันและมาตรวจฟันทุก 6 เดือน ก่อนที่ฟันจะผุมาก อุดไม่ได้ จนต้องได้มารักษารากฟัน

ขอให้สุขภาพฟันดี..จงอยู่กับท่านนะคะ

โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) และข้อควรระวังในการใช้ยา


มารู้จักกับโรคชิคุนกุนยา โดย ภก.บุปผชาติ คำสม

โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) : เป็นโรคติดต่อนำโดยแมลง คล้ายกันกับโรคไข้เลือดออกมีรายงานการระบาดครั้งแรกทางตอนใต้ของประเทศแทนซาเนียในทวีปแอฟริกา ในปี พ.ศ.2495 เกิดจากเชื้อไวรัส alphavirus ในสกุล Togaviridae ชื่อ ‘chikungunya’ มาจากภาษาท้องถิ่นของแอฟริกา (ภาษา Kimakonde) ซึ่งอธิบายถึงลักษณะบูดเบี้ยวหรือบิดงอตัว (contorted) จากอาการปวดข้ออย่างรุนแรง
อาการของโรค : ไข้เฉียบพลัน ปวดศีรษะมาก คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดข้อ ข้อบวมแดงอักเสบและเจ็บ เริ่มจากบริเวณข้อมือ ข้อเท้า และข้อต่อของแขนขา อาจพบอาการปวดกล้ามเนื้อด้วย หลังจากนั้นจะเกิดผื่นบริเวณลำตัวและแขนขา มักไม่คัน หรืออาจมีผื่นขึ้นที่กระพุ้งแก้มและเพดานปาก ไข้อาจจะหายในระยะนี้ (ระยะ 2-3 วันหลังเริ่มป่วย) ผื่นนี้จะลอกเป็นขุยและหายได้เองภายใน 7-10 วัน พบต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโตได้บ่อย แต่อาการชาหรือเจ็บบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าพบได้ไม่มาก อาการปวดข้อจะหายภายใน 2-3 วัน หรืออาจนานหลายสัปดาห์ และบางรายอาจเป็นเรื้อรังอยู่หลายเดือนหรือเป็นปี อาจพบอาการแทรกซ้อนไม่รุนแรงที่ตา ระบบประสาท หัวใจ และทางเดินอาหาร ผู้ติดเชื้อบางส่วนมีอาการอ่อนๆ ซึ่งอาจไม่ได้ถูกวินิจฉัยโรค หรือวินิจฉัยเป็นไข้เลือดออก แต่ในผู้สูงอายุอาการอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้

ระยะฟักตัวของโรค : 2-12 วัน (โดยทั่วไป 4-8 วัน)

การแพร่ติดต่อโรค : ติดต่อจากคนสู่คนโดยถูกยุงกัด ในเขตร้อนชื้นมักเกิดจากจากยุงลายบ้าน Aedes aegypti ซึ่งมักเป็นสาเหตุการระบาดในเขตเมือง ส่วนในเขตอบอุ่นและเขตหนาวมักเกิดจากยุงลายสวน Aedes albopictus ซึ่งมักเป็นสาเหตุของโรคในเขตชนบท ยุงลายทั้ง 2 ชนิดมีนิสัยชอบกัดในเวลากลางวัน (โดยเฉพาะช่วงเช้า ๆ และบ่ายแก่ ๆ) ยุงลายสวนชอบหากินบริเวณนอกบ้าน แต่ยุงลายบ้านชอบกัดดูดเลือดภายในอาคารบ้านเรือน
การรักษา : ไม่มีการรักษาจำเพาะ ใช้การรักษาตามอาการ โดยเฉพาะอาการปวดข้อ ทานยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ และเช็ดตัวด้วยน้ำสะอาดเป็นระยะเพื่อช่วยลดไข้ รวมทั้งให้ผู้ป่วยดื่มน้ำและนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง

ข้อควรระวังในการใช้ยา

แอสไพริน (Aspirin)
1. ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร (หากมีการใช้เป็นประจำ) ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นแผลในกระเพาะอาหาร
2. ยานี้ทำให้เกล็ดเลือดไม่จับตัวเป็นลิ่ม เป็นเหตุให้เลือดออกง่าย ห้ามใช้ในผู้ที่สงสัยเป็นไข้เลือดออก หรือเป็นโรคเลือดที่มีภาวะเลือดออกง่าย
3. ถ้าใช้บรรเทาอาการไข้ในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า ๑๙ ปี ที่เป็นโรคติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ อีสุกอีใส หัด คางทูม ฯลฯ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม (Reye's syndrome) โรคนี้จะมีอาการทางสมอง (เช่น ซึม หมดสติ ชัก) และอาการ ทางตับ (ตับโต และทำหน้าที่ไม่ได้หรือตับวาย) ซึ่งมีอัตราการตายค่อนข้างสูง
ในปัจจุบัน แพทย์จะใช้ยาแอสไพรินเป็นยาป้องกันโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง ในผู้ที่เป็นเบาหวาน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และโรคหลอดเลือดสมองตีบ ดังนั้นในการบรรเทาอาการไข้ ควรหันมาใช้พาราเซตามอลแทนแอสไพริน เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่เกิดจากแอสไพริน อย่างไรก็ตาม การใช้พาราเซตามอลก็พึงระวัง อย่าใช้เกินขนาด (ผู้ใหญ่ควรใช้ครั้งละ ๑-๒ เม็ด ซ้ำได้ทุก ๖ ชั่วโมง อย่าใช้เกินวันละ ๘ เม็ด หรือ ๔ กรัม เด็กเล็ก ไม่ให้เกินวันละ ๑๐ ช้อนชา หรือ ๑,๒๐๐ มิลลิกรัม) มิเช่นนั้นอาจมีผลต่อตับ ทำให้เกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน หรืออาจทำให้เกิดภาวะไตวายได้

เอกสารอ้างอิง
1. ความรู้เรื่องโรคชิคุนกุนยา (Chikungunya)[homepage on the Internet]. สำนัก
โรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค. [cited 2009 May 25]. Available from: http://beid.ddc.moph.go.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=420&Itemid=199
2. Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information Handbook. 14th ed. Ohio: Lexi_comp; 2006-2007.
3. World Health Organization Regional Office for south-East Asia (WHO
SEARO). Chikungunya Fever Fact Sheet. Available from: URL:
http://www.searo.who.int/en/Section10/Section2246_13975.htm

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552

ทำอย่างไรเมื่อใจมีทุกข์


ผู้เขียน คศ.สุดาทิพย์ ทรงศักดิ์ปรีชา
อนุศาสกโรงพยาบาลแมคคอร์มิค

เมื่อพูดถึงความทุกข์ บางครั้งสาเหตุก็เกิดขึ้นเพราะเราทำให้มันเกิดทุกข์เอง หรือบางครั้งคนอื่นก็เป็นเหตุทำให้เรามีทุกข์ด้วยเช่นกัน คนเราเมื่อมีสุข บางครั้งก็มีทุกข์ เมื่อสมหวังบางครั้งก็ผิดหวัง บางครั้งก็ร้องไห
เราทุกคนไม่อาจรู้ได้ว่าเราจะเจอกับอะไรในชีวิตของเราและจะเกิดขึ้นเมื่อใด จากประสบการณ์ส่วนตัว ข้าพเจ้าอยากหนุนใจทุกท่านที่อ่านว่า พระวจนะของพระเจ้าเป็นหนทางที่นำเราให้รู้วิธีการเผชิญความทุกข์ที่เกิดขึ้น เพราะพระวจนะของพระเจ้าเป็นคนตอบ เป็นคนสอน ที่จะทำให้เราสามารถเผชิญกับความทุกข์ได้ เมื่อใดที่เจอกับวามทุกข์ขอให้ท่านทราบว่า

1. ฟิลิปปี 4:6 -7 "อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใด ๆ เลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐานการวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้า ซึ่งเกินความเข้าใจจะคุ้มครอบจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์" เมื่อใดที่เกิดความทุกข์ให้อธิษฐานต่อพระเจ้า พระองค์ทรงอยู่ใกล้และฟังทุกคนที่ร้องทูลพระองค์

2 ฟิลิปปี 4:11 - 13 "ข้าพเจ้าไม่ได้บ่นถึงเรื่องความขัดสนเพราะข้าพเจ้าจะมีฐานะอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็เรียนรู้แล้วที่จะพอใจอยู่อย่างนั้น ข้าพเจ้ารู้จักที่จะเผชิญกับความตกต่ำและรู้จักที่จะเผชิญกับความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะเผชิญกับความอิ่มท้องและความอดอยากความสมบูรณ์พูนสุขและความขัดสน ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า" จงเรียนรู้ที่จะเผชิญกับความทุกข์นั้นโดยขอกำลังและการช่วยเหลือจากพระเจ้าแล้วท่านจะผ่านกับความทุกข์นั้นไปได้

3. 1 เปโตร 2:21-24 "เพราะพระเจ้าทรงใช้ท่านสำหรับเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะว่าพระคริสต์ก็ได้ทรงทนทุกข์ทรมานเพื่อท่านทั้งหลาย ให้เป็นแบบอย่างแก่ท่านเพื่อท่านจะได้ดำเนินตามรอยพระบาทของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงกระทำบาปเลยและไม่ได้ตรัสคำเท็จเลย เมื่อเขากล่าวด้วยคำหยาบคายต่อพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงมาดร้าย แต่ทรงมอบเรื่องของพระองค์ไว้แก่พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม พระองค์เองได้ทรงรับแกบาปของเราไว้ในพระกายของพระองค์ที่ต้นไม้นั้นเพื่อว่าเราทั้งหลายจะได้ตายจากบาปได้และดำเนินชีวิตตามคลองธรรม ด้วยบาดแผลของพระองค์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับการรักษาให้หาย "จงมอบความทุกข์นั้นไว้แด่พระเจ้าพระองค์รู้และเข้าใจเราทุกอย่างเพียงแต่เราต้องวางใจในพระองค์ ไม่ใชวิธีที่ผิดในการเผชิญกับความทุกข์"

ถ้าท่านทำได้ตามพระวจนะของพระเจ้าตามที่ได้เสนอข้างต้น ข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่ว่าความทุกข์จะเข้ามาในชีวิตเราในรูปแบบไหน ท่านจะชนะกับมันได้ ท้ายนี้อยากหนุนใจด้วยพระวจนะของพระเจ้า ในโรม 5:3-4 "ยิ่งกว่านั้นเราชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเราด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้นทำให้เกิดความอดทน และความอดทนทำให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้" ขอพระเจ้าทรงอวยพระพร


วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552

ถนนสายนี้ มีความหมายต่อโรงพยาบาลแมคคอร์มิค คือ ถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน (สายเก่า) ช่วงที่ผ่านอำเภอสารภี


บทความโดย อ้อมทิพย์ ศรีสุวรรณ์ / หัวหน้าตึกเฮเลนนิวแมน 3 / Nursery


วันหนึ่งในฤดูร้อน... มีเหตุต้องขับรถฝ่าเปลวแดดอันร้อนแรงระอุเพื่อออกจากจังหวัดลำพูน ไปโรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากใช้ถนนสายเลียบทางรถไฟ (Local Road) บ่อย ๆ จนคุ้นชินกับเส้นทางที่ตัดตรงและสะดวกรวดเร็ว จนเผลอลืมถนนสายเก่าที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูนไปเสียสนิท.


วันนี้เป็นวันที่ไม่รีบเร่ง จึงวกมาใช้ถนนที่สองข้างทางมีต้นยางนาสูงใหญ่เรียงรายสองข้างทางเป็นทิวแถว ถนนสายเล็ก ๆ นั้นคดโค้งคดเคี้ยวแต่ทว่าเป็นเส้นทางที่ราบเรียบงามสงบ...จนดูเข้มขลังราวกับกำลังเดินทางเข้าสู่ประตูเมืองอีกเมืองหนึ่งที่งโรจน์ด้วยวัฒนธรรมอนงดงาม.


ต้นไม้ใหญ่ลำต้นยาวอายุนับร้อยปีสูงเทียมฟ้า ปรากฎร่มเงาราวกับอุโมงค์ต้นไม้ที่ทอดตัวยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุด และความร้อนระอุจากเปลวแดดดภายนอกไม่สามารถทำร้ายร่มเงาไม้สองข้างทางนั้นได้แม้แต่น้อย ยิ่งกว่านั้น กึ่งกลางลำต้นขนาดสามคนโอบยังมีกอกล้วยไม้ชื่อดอกเอื้องผึ้งพันเกี่ยวาคบออกดอกสีเหลืองชูช่อเป็นพวงย้อยห้อยระย้าประดับประดาไปตลอดทางเหมือนเป็นของขวัญจากธรรมชาติที่ทำให้ผู้คนที่ขับรถผ่านไปมาได้ผ่อนพักสายตาและอารมณ์จนอยากจะตั้งให้ถนนสายต้นยางนี้ว่า ถนนสายวัฒนธรรมธรรมชาติที่ควรอนุรักษ์รักษาไว้ตราบนานเท่านาน


แล้วเกี่ยวอะไรกับโรงพยาบาลแมคคอร์มิคนะ ต้องเกี่ยวอ่างแน่นอนเพราะว่าเป็นถนนที่เชื่อมนำพาคนไข้ชาวจังหวัดลำพูนมุ่งสู่โรงพยาบาลแมคคอร์มิคโดยตรง จากรุ่นพ่อสู่รุ่นหลานคนไข้บางคนอาจมาโรงพยาบาลเพราะความดันโลหิตสูงจากภาวะเครียด เมื่อได้พักผ่อนสายตาแสวงหาความสงบจากถนนที่เป็นเช่นอุโมงค์ต้นไม้เช่นนี้ กว่าจะมาถึงโรงพยาบาลความดันลงโดยไม่รู้ตัว หรือคนไข้บางโรคที่ใช้หลักธรรมชาติบำบัดก็จะได้ประโยชน์จากการชูช่องดงามของดอกเอื้องผึ้งที่พร้อมใจกันเบ่งบานอวดช่อสีเหลืองนวลรายเรียงเป็นทิวแถว เมื่อคนไข้มาถึงโรงพยาบลแมคคอร์มิค โรงพยาบาลที่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง มีลานจอดรถมากมาย มีทั้งลานจอดรถตึก 7 ชั้น ทั้งลานจอดรถโล่งกว้างรอบ ๆ บริเวณโรงพยาบาล และหมู่ตึกที่ถูกควบคุมไม่ให้สูงเป็นแท่งทรงเรขาคณิตเพียงอย่างเดียว แต่มีหมู่ตึกไม้ที่คงสถาปัตยกรรมที่งดงามเน้นการปลูกสร้างที่เข้ากับสิ่งแวดงบ้อมที่ร่มรื่นรอบโรงพยาบาล อากาศถ่ายเทได้สะดวก มีต้นไม้ให้ความร่มเย็นเหมือนโอเอซิสกลางเมืองใหญ่เหมาะแก่การพักกายพักใจอย่างแท้จริง เช่นนี้แล้ว โรงพยาบาลแมคคอร์มิคจะไม่มีความสัมพันธ์กับถนนสายนี้ได้อย่างไร.


กว่า 120 ปีที่ผ่านมา ถนนสายแห่งนี้ทอดผ่านจังหวัดลำพูนสู่จังหวัดเชียงใหม่พาเอาคนไข้จากจังหวัดลำพูนและจังหวัดใกล้เคียงมารักษาพยาบาลยังโรงพยาบาลแมคคอร์คอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย.


กว่า 120 ปีที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิคได้รับความไว้วางใจรับใช้สังคมชาวล้านนา และจะสืบทอดเจตนารมณ์แก่งการรักษาพยาบาลที่สำแดงความรักขององค์พระเยซูคริสต์ตลอดไป.

กิจกรรมเนื่องใจวันมหิดล

วันที่ 24 กันยายนของทุกปีเป็น "วันมหิดล" ซึ่งเป็นวันสำคัญที่สถานบริการทางการแพทย์ทุกแห่งในประเทศไทยได้มีโอกาสรำลึกถึง "สมเด็จพระบรมราชชนก" องค์พระบิดาแห่งการแพทย์ไทย โดยเฉพาะโรงพยาบาลแมคคอร์มิคเป็นโรงพยาบาลแห่งเดียวในประเทศไทย ที่สมเด็จพระบรมราชชนกได้เสด็จ มาประทับและทรงงานด้านการแพทย์เยี่ยงสามันชน พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจด้วยความรักและพระทัยเมตตา เปี่ยมด้วยพระวิริยะอุตสาหะเป็นที่ซาบซึ้งของผู้เจ็บป่วยและชาวล้านนา และด้วยพระกรุณาธิคุณ พระเมตตานี้ พสกนิกรได้พร้อใจกันถวายพระสมัญญานามว่า "หมอเจ้าฟ้า"

ตลอดทุกปีโรงพยาบาลแมคคอร์มิคได้จัดให้มีกิจกรรม "วันมหิดล" ขึ้นในเดือน กันยายน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียติสมเด็จพระบรมราชชนกช่วยเหลือประชาชนในถิ่นทุรกันดารให้ได้รับการบริการทางสุขภาพแก่ประชาชนทั่วไปด้วยการตรวจร่างกายโดยแพทย์และตรวจเลือด และบริการหน่วยแพทย์สาธารณสุขเคลื่อนที่ตรวจรักษาโรคทั่วไปแก่ประชาชนในถิ่นทุรกันดาร

จึงขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงพยาบาลแมคคอร์มิคโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งรายละเอียดสามารถติดตามได้ในเว็บไซต์ของทางโรงพยาบาล www.mccormick.in.th