วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ทานยังไง ไม่ให้อ้วน


          บ่อยครั้งที่การลดน้ำหนัก ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่าคือการอดอาหาร สำหรับใครที่กำลังมีความคิดแบบนี้อยู่ถือว่าผิดอย่างแรงเลย เพราะการอดอาหารนั้นจะทำให้เสียสุขภาพ และที่สำคัญน้ำหนักก็จะขึ้นๆ ลงๆ และไม่ได้ช่วยให้ผอมลงเลย อีกทั้งอย่าปล่อยให้ตัวเองหิวจนตาลาย ถ้าปล่อยให้หิวมากๆ แล้วไปทานทีเดียว เราก็จะทานในปริมาณที่มากกว่าปกตินั่นเอง ฉะนั้นการทานอย่างไรไม่ให้อ้วน ตัวเราก็ต้องปรับพฤติกรรมในการรับประทาน ดังนี้


        1.รับประทานผัก ผลไม้มากๆ เพราะ ผัก ผลไม้ มีทั้งเส้นใยและสารอาหารต่างๆที่ดีกับคุณสาวๆแถมทานมากเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน
        2.หลีกเลี่ยงการทานอาหารทอดๆและติดมัน  อาหารทอดๆมาพร้อมกับน้ำมันที่จะมาทำให้อวบอั๋นขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เช่นเดียวกับอาหารเนื้อสัตว์ติดมัน เช่นกุนเชียง หมูสามชั้นทอดกรอบ หนังไก่ กากหมู
        3.ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว/วันเพราะน้ำจะช่วยเร่งระบบการเผาผลาญ จึงช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินให้ด้วย และยังทำให้คุณอิ่มเร็วขึ้น หากคุณดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนทานอาหารทุกครั้ง แต่ห้ามดื่มน้ำอัดลม หรือ น้ำผลไม้ ยกเว้นน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง
       4.ทานอาหารเช้า อาหารเช้าคืออาหารมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน ถ้าพลาดอาหารเช้าในช่วงเวลา 6.00-10.00น. คุณอาจจะรู้สึกหิวในมื้อต่อๆไปมากขึ้น
       5.กินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน การลดน้ำหนักไม่ได้สำคัญที่ว่าคุณทานอะไรเข้าไป แต่สำคัญที่ว่าทำไมคุณถึงทานเข้าไปต่างหากฉะนั้นแล้วหากใครชอบกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์เพียงเพื่ออยากทานสิ่งนั้นจงเปลี่ยนพฤติกรรมด่วน ทานให้พออิ่มจะดีกว่า และควรทานเมื่อเวลาที่หิวจริงๆ
        6.ออกกำลังกายสำคัญที่สุด  แน่นอนว่าหนึ่งในวิธีที่คนทั่วโลกแนะนำคือ การออกกำลังกายเพราะมันจะช่วยรักษาน้ำหนักให้คงที่ในระยะยาวได้ แถมยังจะช่วยให้คุณเผาผลาญแคลอรี่ให้กลายเป็นพลังงานได้คราวละมากด้วย ถ้าหากออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอลองหาเวลาเดินวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน นอกจากจะเป็นการควบคุมน้ำหนักได้ดีแล้วยังจะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงอีกด้วย

        7.อย่ากักตุนอาหารในตู้เย็น และอย่ากินไป ดูทีวีไป เพราะนั่นจะทำให้เราเผลอหยิบรับประทานโดยไม่รู้ตัว
        8.ใส่ใจ “ข้าวกล้อง” ให้มากขึ้น ปกติเรามักจะชินกับการรับประทาน “ข้าวขาว”  ซึ่งจะได้เพียงคาร์โบไฮเดรตเท่านั้น แต่หากคุณเปลี่ยนมาทานข้าวกล้องแทน จะได้ทั้งคาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่มากมายจากเยื่อหุ้มและจมูกข้าวที่ไม่ได้ถูกขัดสีออกไป
        9.ลด ชา กาแฟ ครีมเทียม  การรับประทานชา กาแฟ มากกว่าสองแก้วต่อวันอาจทำให้คุณอ้วนได้ โดยเฉพาะหากใครชอบใส่ครีมเทียมในกาแฟจะทำให้คุณได้รับแคลอรี่มากขึ้นโดยไม่รู้ตัวรวมทั้งกาแฟสดทั้งหลาย
       10.จำไว้อย่าอด ใช่ว่าการไดเอทคือการอดอาหาร เพราะยิ่งคุณอดอาหารเท่าไหร่จะมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดแถมยังทำให้คุณหิวมากขึ้นมากขึ้นจนทำให้คุณสามารถทานได้มากกว่าปกติในมื้อต่อไป

       11.แบ่งทานบางส่วนไม่ต้องทานหมด  หลายคนบ่นเสียดายอาหารที่อยู่ตรงหน้าไม่อยากเหลือทิ้งไว้ แต่สำหรับกฏเกณฑ์ของการลดความอ้วนคุณไม่จำเป็นต้องทานหมด โดยคุณควรจะแบ่งอาหารในจานไว้ 4 ส่วน แล้วทานแค่ 3 ส่วนก็เพียงพอแล้ว
       12.อย่าทานอะไรหลังมื้อเย็นอีก ไม่ดีแน่หากทานขนมหรืออาหารอะไรหลังจากคุณทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว ทางที่ดีคือควรจะให้ร่างกายได้พักผ่อนจากการย่อยอาหารแล้วไปเริ่มทำงานใหม่ในมื้อเช้าของวันรุ่งขึ้นจะดีกว่า
      13.โปรตีนตัวช่วยลดความอ้วนในทุกๆมื้อ มีคำแนะนำให้ในแต่ละมื้ออาหารต้องมีอาหารประเภทโปรตีนผสมด้วย เพราะโปรตีนจะช่วยคงสภาพกล้ามเนื้อและกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น โดยโปรตีนที่แนะนำก็คือ อาหารจำพวกถั่ว นม โยเกิร์ตนั่นเอง
      14.ทานผลไม้สดดีกว่าผลไม้ดองหรือน้ำผลไม้ปั่น น้ำผลไม้ปั่นมักผสมน้ำเชื่อม น้ำตาล ทำให้คุณสาวๆได้รับน้ำตาลเกินความจำเป็น ขณะเดียวกันผลไม้ดอง ก็อาจมีสารแซคคารีนหรือที่เรียกว่าขัณฑสกรผสมอยู่ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพเพราะฉะนั้นถ้าอยากได้วิตามินที่ครบถ้วน เลือกทานผลไม้สดดีกว่าแน่นอนค่ะ



          จะเห็นได้ว่าการลดน้ำหนักให้ได้ผลนั้นก็สามารถที่จะกินอาหารให้ครบ 3 มื้อได้เช่นกัน โดยที่ไม่จำเป็นต้องอดเลย ซึ่งเคล็ดลับก็ง่ายๆแค่เลือกกินให้ถูกและกินให้เป็น รู้ว่าอะไรกินแล้วอ้วน อะไรกินแล้วไม่อ้วน พร้อมๆกับออกกำลังกายควบคู่กันไป แค่นี้ต่อให้อ้วนหรือน้ำหนักเยอะแค่ไหน ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคุณอีกต่อไป

วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ไตเรื้อรัง


          ในปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังเพิ่มมากขึ้น และส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตัวเองกำลังเป็นโรค เนื่องจากไม่มีอาการแสดง ดังนั้นการตรวจพบและรักษาแต่เนิ่นๆ สามารถช่วยไม่ให้โรคไตมีอาการแย่ลงได้ และช่วยป้องกันโรคแทรกซ้อนและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การป้องกันไม่ให้เป็นโรคไตหรือถ้าสังเกตพบอาการในระยะเริ่มต้น ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรักษา จะช่วยชะลอความเสื่อมของไตให้ช้าลงได้


โรคไตเรื้อรังคืออะไร


ไตเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ช่วยขับของเสีย รักษาสมดุลของเหลวและแร่ธาตุต่างๆในร่างกาย หากไตเสียหายไป ไม่มีทางทำให้กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมได้ เราควรป้องกันไม่ให้เป็นโรคไต หรือถ้าสังเกตพบอาการในระยะเริ่มต้น ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรักษา จะช่วยชะลอความเสื่อมของไตให้ช้าลงได้
            โรคไตเรื้อรัง คือ โรคที่ความสามารถของไตในการทำงานลดลง ทำให้การรักษาสมดุลของเหลวและแร่ธาตุต่างๆในเลือด การกำจัดของเสียออกจากเลือดทำงานผิดปกติ โรคไตเรื้อรังเกิดได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่แล้วโรคไตเกิดจาก โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไตอักเสบ โรคถุงน้ำในไต โรคอ้วน เป็นต้น ซึ่งคนที่เป็นโรคดังกล่าว จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีก เช่น อายุมาก สูบบุหรี่ ได้รับยาหรือสารพิษบางชนิด มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไตเรื้อรัง มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน

          

             ดังนั้น หากผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงตามที่กล่าวมา ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ โดยทั่วไปแพทย์จะตรวจหาโปรตีนในปัสสาวะ (protein-creatinine ratio) และตรวจเลือดเพื่อหาค่าครีเอตินิน (creatinine) เพื่อประเมินค่าการทำงานของ ไตหรือ GFR (Glomerular filtration rate)
          


 อาการของโรคไตเรื้อรัง

            ผู้ป่วยโรคไตในระยะเริ่มแรกหลายท่านอาจไม่มีอาการรุนแรง จนกระทั่งโรคมาถึงขั้นร้ายแรงแล้ว อาจมีอาการอ่อนแรง คิดอะไรไม่ค่อยออก รู้สึกเบื่ออาหาร ลมหายใจมีกลิ่นปัสสาวะ มีอาการคันตามผิวหนัง ตัวซีด เท้าและข้อเท้าบวม ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน แพทย์จะทำการตรวจเพื่อวางแผนการรักษาผู้ป่วย โดยการตรวจเลือดเพื่อประเมินการทำงานของไตหรือ GFR (Glomerular filtration rate) ทำการตรวจอัลตร้าซาวด์หรือ CT Scan เพื่อถ่ายภาพไตและทางเดินปัสสาวะ และในบางกรณีจะตัดชิ้นเนื้อไตส่งตรวจ โรคไตเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการในระยะแรก การเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อประเมินการทำงานของไตหรือ GFR (Glomerular filtration rate) เท่านั้นถึงจะทราบว่าโรคดำเนินไปถึงระยะใดแล้ว

          ค่าการทำงานของไตจะบ่งบอกให้แพทย์ทราบได้ว่าไตทำงานได้มากน้อยเพียงใด มีประโยชน์ในการวางแผนการรักษา เพื่อช่วยในการชะลอความเสื่อมของไต




วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

การออกกำลังกายสำคัญกับโรคความดันโลหิตสูงอย่างไร ?




          การออกกำลังกายช่วยป้องกันการเกิดความดันโลหิตสูงได้ ในคนที่มีความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ และช่วยลดความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่ดีได้ ในคนที่มีความดันโลหิตสูง มีการศึกษาวิจัยพบว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิค (Aerobic) สามารถช่วยลดความดันโลหิตในค่า Systolic ได้ประมาณ 3-4 mmHg. และค่า Diastolic ได้ประมาณ 2-3 mmHg. และยังพบว่าถ้าความดันโลหิตลดลงอย่างน้อยประมาณ 2 mmHg. จะส่งผลให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิด Stroke (หลอดเลือดสมองตีบหรือแตก) ได้ถึงร้อยละ14 และลดความเสี่ยงต่อการที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจลงร้อยละ 9 การออกกำลังกายจึงถือเป็นหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการรักษา ควบคุม และป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

หากเป็นความดันโลหิตสูง ควรออกกำลังกายอย่างไร ?


          ควรออกกำลังกายแบบที่เรียกว่า แอโรบิค (Aerobic) ได้แก่ การเดินเร็ว ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือเต้นแอโรบิก ซึ่งจะเป็นการออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง ควรเน้นกิจกรรมที่มีการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ในการเคลื่อนไหว และเป็นกิจกรรมที่ไม่หนักจนเกินไป เพราะอาจส่งผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ การออกกำลังกายควรที่จะอยู่ในระดับที่เบา ถึงระดับปานกลาง แต่ให้ใช้เวลาในการออกกำลังกายให้นานขึ้น กล่าวคือระยะเวลาในแต่ละครั้งของการออกกำลังกายควรจะอยู่ระหว่าง 30-60 นาที/ครั้ง



          ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ควรจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือถ้าทำได้มากกว่านี้ก็จะให้ผลดีมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่มีความดันโลหิตสูงต้องการที่จะออกกาลังกายอย่างเป็นกิจลักษณะควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกาย และควรที่จะได้รับคำแนะนำถึงชนิดของการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จากผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย

วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561

เรื่อง เกราะป้องกันตัวเองให้ห่างจาก ไขมันเกาะตับ


เนื่องจากไขมันเกาะตับเป็นภัยเงียบ ไม่มียารักษาโดยตรง มักไม่แสดงอาการกระโตกกระตากให้เราได้ทราบล่วงหน้าก่อน ซึ่งมีการดำเนินโรคยาวนานเป็นสิบปี จะตรวจพบว่ามีไขมันพอกตับก็ต่อเมื่อไปตรวจสุขภาพ เจาะเลือดแล้วพบค่าเอมไซม์ตับผิดปกติไป ดังนั้นการป้องกันโรคนี้ที่ดีที่สุดคือพยายามดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองให้ดี และปรับเปลี่ยนแบบแผนการใช้ชีวิต หรือ ไลฟ์สไตล์จะช่วยได้มาก

เกราะป้องกันตัวเอง คือ

  1. ”ลด-ละ-เลิก” เครื่องดื่มเติมน้ำตาล น้ำอัดลม เครื่องดื่มกระตุ้นกำลัง ถ้ายังดื่มกาแฟอยู่ ควรพิจารณาชงเอง เนื่องจากกาแฟซื้อจะกระหน่ำเติม ”น้ำตาล-ครีม-นม” ลงไปแบบไม่ยั้ง อาจใช้น้ำตาลเทียมช่วย น้ำตาลเทียมที่ไม่แพง คือ Lite Sugar –ไลท์ชูการ์ เป็นน้ำตาลผสมน้ำตาลเทียมอย่างละครึ่ง มีขนาด1/2 กิโลกรัม ซื้อมาใส่ขวด แล้วแบ่งใช้ ไม่เกิน 1 ช้อนชา/ครั้ง
  2. ”ลด” อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต หรือ ข้าว-แป้ง-น้ำตาล โดยเรียนรู้จากคู่มือคนไข้เบาหวาน หรือเปลี่ยนไปกินอาหารแบบที่คนไข้เบาหวานกินให้ได้อย่างน้อย1/2 หรือครึ่งหนึ่ง คนไข้เบาหวานทั่วไปมักจะได้รับคำแนะนำให้ลด “ข้าว-แป้ง-น้ำตาล” ลงประมาณ1/3 และเติมผักลงไปแทน เน้นผักที่กินง่าย สบายๆเช่น ถั่วงอกลวก ผักใบเล็กนึ่ง ผักน้ำพริก (ผักที่กินควรมีแป้งน้อย ไม่ใช่ฟักทองและไม่ใช่ผักทอด) เปลี่ยนจ้าวขาวเป็นข้าวกล้อง ขนมปังขาวเป็นขนมปังโฮลวีท
  3. ”ลด-ละ-เลิก” อาหารทำจากแป้งขัดสี เช่น เค้ก คุกกี้ เบเกอรี่ ขนมใส่ถุง
  4. เพิ่มผัก ปลาที่ไม่ผ่านการทอด ถั่วที่ไม่ผ่านการทอด ผลไม้ที่ไม่หวานจัดทั้งผล เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล ชมพู่ ส้ม ส้มโอ มะละกอ ลูกหม่อน กล้วยไม่สุกมาก
  5. ลดเนื้อแดง หรือเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่นหมู วัว แพะ แกะ ฯลฯ เนื้อสัตว์ใหญ่มีไขมันแฝงสูง แม้แต่เนื้อแดงไม่ติดมันก็มีไขมันที่มองไม่เห็นปนอยู่ สัตว์ปีก เช่นไก่มีไขมันมากที่หนัง ควรถลกหนังออกก่อนปรุงอาหาร
  6. งดเนื้อสำเร็จรูป เช่น ไส้กรอก หมูยอ หมูแผ่น หมูหยอง แฮม ฯลฯ เนื้อสำเร็จรูปส่วนใหญ่ใช้ไขมันสัตว์บดผสม ทำให้มีไขมันอิ่มตัวสูง งดอาหารทอด เพื่อป้องกันการได้รับไขมันที่มองไม่เห็นขนาดสูง
  7. ลดน้ำหนัก โดยเฉพาะถ้าน้ำหนักเกินเกณฑ์ โดยดูจากค่าดัชนีมวลกาย (BMI 25-30) การลดน้ำหนักประมาณ1/2กก.ต่อสัปดาห์ช่วยได้มาก วิธีที่ดี คือ ลดให้ได้ในระยะยาว 2-3 กก. ก็นับว่า ดีมาก แต่ดีที่สุด คือลดให้ได้ 5%ของน้ำหนักแรกเริ่มในระยะยาว
  8. ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ คนที่มีไขมันเกาะตับเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นเบาหวาน ควรตรวจเช็คเบาหวาน(น้ำตาลในเลือด) ความดันเลือดทุก 6 เดือน โรคนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ-ตับอักเสบ ควรปรึกษาหารือกับหมอที่ดูแลท่าน และควรเพิ่มจากเบาไปหาหนัก(ถ้าไม่มีข้อห้าม) เช่นเดินเร็วปานกลางสลับเดินเร็ว 40 นาที/วัน (ทำเป็นช่วงๆละ 10 นาทีและนำเวลาสะสมรวมกันได้) เมื่อเดินเร็วได้ดี 2-3เดือน ค่อยๆเพิ่มระดับการออกกำลังกายให้หนักขึ้น หรือนานขึ้น
  9. ไม่นั่งนาน ลุกขึ้นเดินไปเดินมา หรืออย่างน้อยทำท่า “นั่งเก้าอี้สลับยืนขึ้น” 5-10 ครั้งทุกๆ1-2ชั่วโมง ถ้าดูทีวีให้นั่งเก้าอี้ เหยียดขาไปข้างหน้าเกือบตรง เตะขาขึ้นลงสลับกัน ไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก
  10. นอนให้พอ และไม่นอนดึกมากเกิน
  11. ทำใจ  ทำใจให้ได้ว่าคนเรามักจะทำอะไรดีๆ ได้มากกว่าที่คิดเสมอ โดยเฉพาะการไม่ดื่มหนัก เพื่อรักษษตับนี้ให้ทำหน้าที่คู่โลกได้นานๆ


      

                ภาวะไขมันเกาะตับดูเหมือนจะไม่รุนแรงซึ่งมันจะใช้เวลาเป็น 10 ปี ในการดำเนินโรค ฉะนั้นเมื่อเราทราบจากการตรวจร่างกายว่าเรามีไขมันเกาะตับเราควรหันมาดูแลสุขภาพดังคำแนะนำด้านบนเพื่อที่จะเป็นเกราะป้องกันตัวเอง รวมทั้งผู้ที่ไม่มีภาวะนี้ก็อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยน๊ะค่ะ


วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561

ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ

         ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ คือ ภาวะที่เกิดมีการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองที่อาจเกิดจากการติดเชื้อของเนื้อเยื่อและ/หรืออวัยวะต่างๆแล้วส่งผลให้ต่อมน้ำเหลืองข้างเคียงเกิดการอักเสบตามไปด้วย โดยไม่มีการติดเชื้อในต่อมน้ำเหลือง(เช่น ฟันผุ แล้วส่งผลให้ต่อมน้ำเหลืองที่คออักเสบ) หรือจากการอักเสบติดเชื้อของต่อมน้ำเหลืองเอง(เช่นวัณโรคต่อมน้ำเหลือง) หรือจากการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองโดยไม่ได้มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อก็ได้ (เข่น ในโรคออโตอิมมูน)



          ต่อมน้ำเหลือง เป็นเนื้อเยื่อในระบบน้ำเหลือง โดยมีลักษณะเป็นก้อนเล็กๆรูปไข่ นุ่ม เคลื่อนที่ได้เล็กน้อย มีขนาดเล็กเป็นมิลลิเมตร ในภาวะปกติมักคลำไม่พบเพราะจะอยู่ปนไปกับเนื้อเยื่อไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆ ต่อมน้ำเหลืองจะมีกระจายอยู่ทั่วตัวในทุกอวัยวะยกเว้นในสมอง มีหน้าที่สำคัญ คือเป็นตัวดักจับสิ่งแปลกปลอมต่างๆที่เข้าสู่ร่างกายโดยเฉพาะเชื้อโรคนอกจากนั้นยังมีหน้าที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรคให้กับร่างกายด้วย

          ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะที่เกิดจากมีการติดเชื้อของเนื้อเยื่อ/อวัยวะใดๆแล้วส่งผลให้เกิดการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เคียงตามมา แต่ไม่มีรายงานความชุกของภาวะนี้อย่างไรก็ตาม เป็นภาวะที่พบได้ในทุกวัยตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ และพบได้ในทั้งในเพศหญิงและเพศชายเท่าๆกัน


          ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ อาจเกิดเพียง ต่อมเดียว หลายๆต่อมพร้อมๆกัน ในหลายตำแหน่ง (เช่นคอ รักแร้ ขาหนีบ) และ/หรือ ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ทั้งนี้ ขึ้นกับสาเหตุ และ/หรือ ตำแหน่งของเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เกิดการอักเสบ


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบ
  1. มีแผลและ/หรือการอักเสบในอวัยวะต่างๆเช่น ผิวหนัง ช่องปาก อวัยวะเพศ
  2. มีการติดเชื้อในอวัยวะระบบต่างๆของร่างกาย
  3. มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น โรคเอดส์
  4. ผู้ป่วยมะเร็ง

สาเหตุของต่อมน้ำเหลืองอักเสบ


  1. เกิดจากการติดเชื้อของเนื้อเยื่อและ/หรืออวัยวะต่างๆเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด แล้วส่งผลทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เคียงอักเสบตามไปด้วยโดยไม่มีการติดเชื้อที่ต่อมน้ำเหลือง
  2. อาการจากการมีแผลหรือการอักเสบของอวัยวะใกล้เคียงเช่น โรคเหงือก ฟันผุ หรือมีไข้ อ่อนเพลีย เจ็บคอ ไอ ร่วมด้วย เมื่อมีการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่นโรคหวัด โรคหัด หรือต่อมน้ำเหลืองโต บวม แดง เจ็บ เป็นหนองที่มีสาเหตุเกิดจากต่อมน้ำเหลืองติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น

อาการของต่อมน้ำเหลืองอักเสบ
          โดยปกติแล้วอาการของต่อมน้ำเหลืองอักเสบมักจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและบริเวณที่มีต่อมน้ำเหลืองอักเสบอยู่ อาการหลักๆที่พบได้คือ ต่อมน้ำเหลืองบวมโต มีอาการกดเจ็บที่ต่อมน้ำเหลือง นอกจากนั้น ยังมีอาการอื่นๆร่วมด้วย ดังนี้

  1. มีอาการบวม หรือกดเจ็บที่บริเวณต่อมต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ
  2. ต่อมน้ำเหลืองเกิดอาการแข็งตัว หรือขยายตัวอย่างผิดปกติ
  3. ผิวหนังบริเวณที่ต่อมน้ำเหลืองอักเสบแดง หรือมีริ้วสีแดงขึ้น
  4. มีหนองในต่อมน้ำเหลือง
  5. มีของเหลวไหลออกมาจากต่อมน้ำเหลืองและคั่งอยู่ที่ผิวหนัง
  6. ผิวหนังบริเวณรอบๆต่อมน้ำเหลืองที่อักเสบมีอาการบวม

ซึ่งนอกจากนี้ยังอาจพบอาการอื่นๆที่เกิดร่วมกับการอักเสบของต่อมน้ำเหลือง ได้แก่ ระบบทางเดินหายใจส่วนบนผิดปกติ เช่น มีไข้ คัดจมูก เจ็บคอ แขนหรือขาบวม มีเหงื่อออกขณะนอนหลับ

การรักษา
          การรักษาต่อมน้ำเหลืองอักเสบ คือ การรักษาสาเหตุ เช่น การหยุดยาหรือปรับเปลี่ยนยาเมื่อสาเหตุเกิดจากยา การทำฟัน เมื่อสาเหตุเกิดจากฟันผุ การรักษาแผลต่างๆเมื่อสาเหตุเกิดจากแผล                     การให้ยาปฏิชีวนะเมื่อสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การรักษาวัณโรคเมื่อสาเหตุเกิดจากเชื้อวัณโรค และการรักษาโรคมะเร็งเมื่อมีสาเหตุเกิดจากโรคมะเร็ง เป็นต้น นอกจากนั้นคือ การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ยาแก้ปวด ถ้ามีอาการปวดต่อมน้ำเหลืองมาก

การป้องกันต่อมน้ำเหลืองอักเสบ
          วิธีป้องกันที่ดีที่สุดของภาวะต่อมน้ำเหลืองอักเสบคือ ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์ทันทีที่มีอาการไข้ซึ่งเป็นสัญญาณของการติดเชื้อหรือการอักเสบ โดยหากมีอาการบวมกดเจ็บ และคลำเจอก้อนใต้ผิวหนัง หรือรู้สึกเหมือนมีตุ่มเล็กๆ ขึ้นที่ใต้ผิวหนังบริเวณใดบริเวณหนึ่งในร่างกายอย่างผิดปกติ ไม่ควรเจาะ หรือเกา เนื่องจากอาจทำให้อาการยิ่งรุนแรง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้
          สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการต่อมน้ำเหลืองอักเสบนั้น สามารถป้องกันอาการรุนแรงหรือการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งและทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาทุกชนิดหากไม่ได้ปรึกษาแพทย์ก่อน เมื่อมีอาการเจ็บปวด หรือมีอาการบวมบริเวณที่เป็นต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ควรใช้ของเย็นประคบ จะช่วยบรรเทาอาการได้ ทั้งนี้ หากและปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม อาการต่อมน้ำเหลืองอักเสบก็อาจหายอย่างรวดเร็ว แต่คงต้องใช้ระยะเวลาสักพักว่าอาการต่อมน้ำเหลืองบวมจะลดลง ผู้ป่วยควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีสัญญาณบ่งบอกถึงการกลับมาเป็นซ้ำของต่อมน้ำเหลืองอักเสบควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อให้วางแผนและหาวิธีป้องกันความรุนแรงของต่อมน้ำเหลืองอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การดูแลตนเอง
          การดูแลตนเองเมื่อมีต่อมน้ำเหลืองอักเสบคือ การดูแลตามสาเหตุนั้นๆ(เช่น การดูแลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น) ร่วมกับการดูแลสุขภาพทั่วไป

  1. รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน(สุขบัญญัติแห่งชาติ)
  2. รักษาความสะอาดต่อมน้ำเหลืองส่วนนั้น ไม่คลำบ่อย ไม่เกา เพราะจะเพิ่มโอกาสติดเชื้อได้
  3. กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบในทุกวันเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงจากการได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน
  4. ออกกำลังกายตามควรกับสุขภาพทุกวัน
  5. ดูแลตนเองตามสาเหตุของโรคเช่น โรคมะเร็ง วัณโรค เป็นต้น
  6. ถ้ามีการพบแพทย์ ควรปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ และกินยาต่างๆที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่ขาดยาและไม่หยุดยาเอง ร่วมกับพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลตามนัดเสมอ

          ฉะนั้นอาการที่เกิดร่วมกับภาวะต่อมน้ำเหลืองอักเสบจะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยสาเหตุ ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการรักษา เพราะภาวะต่อมน้ำเหลืองโตอาจมีอาการคล้ายกับปัญหาสุขภาพอื่นๆดังนั้นจึงควรรีบไปพบแพทย์หากเกิดอาการเหล่านี้ เพื่อแพทย์จะได้ตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดต่อไป