วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

โรคหัด (Measles)

เป็นโรคไข้ออกผื่นที่พบบ่อยในเด็กเล็ก  สาเหตุเกิดจากเชื่อไวรัสในตระกูล paramyxovirus ที่พบได้ในจมูกและลำคอของผู้ป่วย

การติดต่อ
  • โรคหัดติดต่อกันได้ง่ายมาก โดยการไอ จาม หรือพูดคุยกันในระยะใกล้ชิด เชื้อไวรัสจะกระจายอยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยและเข้าสู่ร่างการทางการหายใจ
  • มักพบในเด็กอายุมากกว่า 9 เดือน เนื่องจากภูมิคุ้มกันจากมารดามี  ระดับต่ำลง
  • ผู้ป่วยหัดจะมีเชื้อไวรัสในลำคอและแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1-2 วัน ก่อนที่จะมีอาการไข้ ไปจนถึง 4 วัน หลังมีผื่นขึ้น
  • ระยะฟักตัว จากที่เริ่มสัมผัสโรค จนถึงมีอาการประมาณ 8 - 12 วัน เฉลี่ยจากวันที่สัมผัสจนถึงมีผื่นเกิดขึ้นประมาณ 14 วัน
อาการ
  • มักมีอาการไข้นำมาก่อน 2 - 4 วัน และมีอาการ
  • น้ำมูลไหล ไอ ตาแดง ร่วมด้วย อาการต่าง ๆ จะ มากขึ้นพร้อมกับไข้สูงเต็มที่ เมื่อมีผื่นขึ้นในวันที่ 4 ของไข้
  • ลักษณะผื่นนูนแดง ติดกันเป็นปื้น ๆ โดยจะเริ่มขึ้นที่หน้า ไรผม กระจายไปตามลำตัว แขน ขา มักจะลามถึงเท้าภายใน 72 ชั่วโมง พบมากที่บริเวณส่วนกลางลำตัว ผื่นจะมีลักษณะเป็นจุดแดง ๆ ที่มารวมตัวกัน เวลาผื่นจางหายมักพบว่ารอยโรคมีสีเข็มและมักค่อย ๆ จางหายไปภายใน 7 - 10 วัน
  • อาการไข้มักจะสูงช่วงที่ผื่นเริ่มขึ้นและค่อย ๆ ลดลงและหายไปหลังจากผื่นลามถึงเท้า ถ้าไม่มีภาวะการติดเชื้อแทรกซ้อน
  • การตรวจในระยะ 1-2 วัน ก่อนผื่นขึ้นจะพบจุดขาว ๆ บนพื้นแดงที่บริเวณเยื่อบุกระพุ้งแก้ม เรียกว่า  Koplik's spots ซึ่งจะพบอยู่ประมาณ 12 - 15 ซม. และ ค่อย ๆ จางหายไปหลังจากผื่นขึ้น ซึ่งจะช่วยให้วินิจฉัยโรคหัดได้ก่อนที่จะมีผื่นขึ้น
การวินิจฉัย
        อาศัยอาการทางคลินิกเป็นหลัก ร่วมกับประวัติวัคซีนและการสัมผัสโรค

โรคแทรกซ้อน
  1. ระบบหายใจ อาจเกิดคออักเสบ หลอดลมอักเสบ จนถึงปอดบวม
  2. ภาวะแทนกซ้อนทางหู อาจเกิดหูชั้นกลางอักเสบ
  3. ภาวะแทรกซ้อนทางตา จะมีเยื่อบุตาอักเสบจนเป็นแผลที่แก้วตา
  4. ภาวะแทรกซ้อนทางเดินอาหาร มีอาการอักเสบของลำไส้ ทำให้ถ่ายเหลว หรืออุจจาระร่วง
  5. ภาวะแทนกซ้อนระบบส่วนกลาง สมองอักเสบ เป็นภาวะที่รุนแรงที่สุด ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศรีษะ และซึมลง
การรักษา
  1. ให้การรักษาตามอาการ ถ้าไข้สูงมากให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราว ร่วมกับการเช็ดตัว
  2. กระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำมาก ๆ อาจเป็นน้ำเปล่า น้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ
  3. การให้วิตามิน A เสริมในเด็กที่มีข้อบ่งชี้
  4. อาจพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะในเด็กที่มีการติดเชื้อ แบคทีเรียแทรกซ้อน
โรคจะหายเมื่อไหร่
        โดยทั่วไปโรคจะหายใน 10 - 14 วัน นับจากเริ่มมีอาการวันแรก และสามารถไปโรงเรียนหรือทำงานได้หลังจากไข้ลง หรือผื่นหายไปแล้ว 7 วัน

การป้องกัน 
  1. เมื่อสงสัยว่าเป็นหัด  ควรให้แพทย์ตรวจเพื่อการวิจิจฉัยการรักษาที่ถูกต้อง
  2. ให้ผู้ป่วยนอนพัก เช็ดตัวในช่วงที่ไข้สูงและให้อาหารอ่อนที่มีคุณค่า
  3. แยกผู้ป่วยออกจากเด็กอื่น ๆ จนถึงระยะ 4-5 วัน หลังผื่นขึ้น
  4. ระวังโรคแทรกซ้อนต่ง ๆ เพราะระยะที่เป็นหัด เด็กจะมีความต้านทางโรคบางอย่างลดลง โดยเฉพาะวัณโรค ดังนั้นจึงต้องระวังการติดเชื้อจากผู้ใหญ่
  5. หลายคนเชื่อว่าเด็กต้องออกหัดทุกคน ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะโรคหัดเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน โดยให้เด็กได้รับวัคซีนหัด 2 ครั้ง ครั้งที่ 1  อายุระหว่าง 9-12 เดือน และครั้งที่ 2 อายุ 4-6 ปี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น