วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เวียนศีรษะบ้านหมุน (Vertigo)



          
               อาการเวียนศีรษะเป็นอาการที่คนส่วนใหญ่คงเคยประสบพบเจอ ซึ่งบางรายอาจมีอาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุน คืออาการเวียนศีรษะที่มากกว่าธรรมดา ความรู้สึกว่าตัวเองหรือสิ่งแวดล้อมหมุน พลิกตะแคง เอียง หรือมีการเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง ผู้ที่เป็นจะรู้สึกเสียการทรงตัว และมีอาการคลื่นไส้ หรืออาจจะมีอาเจียนร่วมด้วย เป็นอาการที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของระบบการทรงตัวของร่างกาย (vestibular system) ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่คอยรับการทรงตัวสมดุลของร่างกายในท่าทางต่างๆ เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นจึงทำให้มีอาการเวียนศีรษะแบบรู้สึกหมุน
              ปกติการทรงตัวของร่างกาย จะประกอบด้วยการทำงานที่ประสานกันของอวัยวะ 3 ส่วน คือ สายตา ระบบประสาทความรู้สึก และประสาทหูชั้นใน โดยมีสมองเป็นตัวควบคุม แปรผล และสั่งการ ตัวอย่างเช่น เราเดินบนถนน สายตาจะมองภาพสิ่งภายนอกที่สัมพันธ์กับร่างกายที่กำลังเคลื่อนที่ ประสาทความรู้สึกจะรับรู้ขาที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ส่วนหูชั้นในจะรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของร่างกายกับแรงโน้มถ่วงของโลก คลื่นสัญญาณต่างๆเหล่านี้จะวิ่งมาที่สมอง สมองก็จะประมวลผลสัญญาณต่างๆเหล่านี้ แล้วสั่งการให้อวัยวะส่วนต่างๆรักษาความสมดุลของร่างกายให้เดินอย่างคล่องแคล่ว สมดุลและสง่างาม แต่ในผู้ที่สูญเสียการทำงานของระบบ สูญเสียการควบคุมการทรงตัวเหล่านี้ ก็จะมีอาการต่างๆที่เกี่ยวกับ การรักษาสมดุลของร่างกาย และในความผิดปกตินี้บางครั้ง ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนขึ้นมาได้ ซึ่งแท้จริงแล้วอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน เป็นลักษณะของกลุ่มอาการเท่านั้น โดยที่โรคอะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดอาการแบบนี้ รวมๆเรียกว่า เวียนศีรษะบ้านหมุน

สาเหตุ



สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ได้แก่

   1) ความผิดปกติจากระบบทรงตัวในหูชั้นในรวมถึงเส้นประสาทที่เชื่อมต่อไปยังสมองส่วนกลาง ( peripheral vestibular system ) ความผิดปกติจากระบบนี้เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน โรคที่พบได้บ่อยได้แก่ โรคก้อนหินปูนเคลื่อนที่ในหูชั้นใน(Benign paroxysmal positional vertigo), โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease), โรคเส้นประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน (Sudden sensorineural hearing loss) นอกจากนี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่นเช่น การอักเสบหรือการติดเชื้อของระบบประสาทในหูชั้นใน, การบาดเจ็บหลังศีรษะได้รับความกระทบกระเทือน, เนื้องอกของเส้นประสาทจากหูชั้นใน เป็นต้น

   2) สาเหตุที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลางและสมอง ( central vestibular system ) ที่พบได้มากจะเป็นความผิดปกติของระบบหลอดเลือดในสมอง เช่น โรคไมเกรน, ภาวะขาดเลือดของระบบประสาทส่วนกลาง นอกจากนี้อาจมีสาเหตุจากเนื้องอกหรือการติดเชื้อของระบประสาทส่วนกลาง เป็นต้น

   3) สาเหตุจากโรคอื่นๆ เช่น ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบเลือด, ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, ผู้ป่วยโรคไต, กระดูกต้นคอเสื่อม เป็นต้น

 ในที่นี้ จะขอกล่าวถึง 2 โรคที่ทำให้เกิดอาการเวียนหมุนได้บ่อย ได้แก่ โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อนและโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

   1.โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน หรือโรคเวียนศีรษะขณะเปลี่ยนท่า (Benign paroxysmal positional vertigo :BPPV) เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่พบได้บ่อยที่สุด โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของหูชั้นใน จึงพบมากในผู้สูงอายุ อาการเฉพาะของโรคนี้คือ อาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่เกิดขึ้นทันทีทันใดในขณะเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ เช่น ระหว่างกำลังล้มตัวลงนอนหรือลุกจากที่นอน เงยหน้า ก้มหยิบของ เป็นต้น อาการมักจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ เป็นช่วงวินาทีที่ขยับศีรษะ แล้วอาการจะค่อยๆ หายไป ผู้ป่วยโรคนี้จะไม่มีอาการหูอื้อ ไม่พบการสูญเสียการได้ยินหรือเสียงผิดปกติในหู (ยกเว้นในรายที่เป็นโรคหูอยู่ก่อนแล้ว) รวมถึงไม่มีอาการทางระบบประสาท เช่นแขนขาชาหรืออ่อนแรง

   2.โรคน้ำในหูชั้นในผิดปกติหรือโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นใน โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่าอาการของโรคเป็นผลจากความผิดปกติของน้ำที่อยู่ภายในหูชั้นใน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเวียนศีรษะหมุนอย่างรุนแรง เป็นระยะเวลานานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน มีอาการคลื่นไส้อาเจียนและสูญเสียสมดุลของร่างกาย ทำให้เซหรือล้มได้ง่าย ร่วมกับมีอาการทางหู เช่นหูอื้อ แน่นในหู เหมือนมีลมออกหู มีเสียงดังในหู และหากเป็นบ่อยครั้งในระยะเวลานาน อาจส่งผลต่อการได้ยิน ทำให้มีเส้นประสาทหูเสื่อม


วิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน


   1.นอนพัก และหลับตา เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสมดุลอย่างเต็มที่

   2.หยุดทำกิจกรรมทุกอย่างโดยทันที เพราะอาการนี้ถึงแม้จะไม่อันตราย แต่ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะในขณะยังมีอาการ การปีนป่ายที่สูง การทำงานกับเครื่องจักร เป็นต้น

   3.ดื่มน้ำอุ่นๆการดื่มน้ำจะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ และช่วยไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ เพราะหากร่างกายขาดน้ำแล้วจะยิ่งทำให้เวียนศีรษะยิ่งกว่าเดิม

   4.รับประทานยาในกลุ่มไดเมนไฮดริเนต(dimenhydrinate)ซึ่งเป็นยาแก้เมารถ เมาเรือ จะช่วยให้อาการทุเลาไวขึ้น

โดยส่วนใหญ่แล้วอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน ไม่ใช่อาการที่เป็นอันตราย แต่เป็นอาการที่ควรระมัดระวัง เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ หากปฏิบัติตัวตามดังกล่าวเบื้องต้นแล้ว อาการยังไม่ทุเลาและหายไปภายใน 8-12 ชั่วโมง มีอาการอาเจียนรุนแรง จนไม่สามารถดื่มน้ำหรือทำอะไรได้ หรือเป็นบ่อย ก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคบางอย่าง จึงควรได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียด




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น